เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล•ตอนที่ 24

ก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“แก... แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” เสียงหวีดร้องของนลินดังแหลมบาดแก้วหู ความหวาดผวาฉายชัดผ่านนัยน์ตาที่เบิกกว้างจนแทบถลน ร่างบอบบางในชุดแบรนด์เนมราคาแพงสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ เมื่อภาพตรงหน้าไม่ใช่ความฝันอันเลวร้าย แต่เป็นความจริงที่บีบคั้นจนลมหายใจติดขัด ท่ามกลางห้องประชุมใหญ่ของตระกูลวรภัทร—สถานที่ซึ่งควรจะปิดตายและมีเพียงคนวงในสุดขีดเท่านั้นที่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามา ปากกระบอกปืนสีดำสนิทในมือของผู้เป็นพ่อไม่ได้เล็งมาที่ศิลาอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับหันขวับ ปลายกระบอกเย็นเฉียบนั้นจ่อตรงเข้าที่หน้าผากของบุตรสาวสายเลือดเดียวอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ศิลานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท ณ หัวโต๊ะประชุม ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราวน้ำแข็งแกะสลัก นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบ่อ เขามองภาพพ่อลูกหันคมดาบใส่กันเองด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความสุข หากแต่เป็นความเย้ยหยันอันหนทึบที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาวางบนน้ำแข็ง “ตกใจมากเหรอครับ นลิน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจห้อง “คิดว่าคนที่จะเดินเข้ามาในห้องนี้ ต้องเป็นศิลาคนเก่า คนโง่ที่ยอมให้พวกคุณจูงจมูกไปตายอย่างอนาถสินะครับ” “คุณพ่อ! วางปืนลงเดี๋ยวนี้!” นลินกรีดร้องเสียงหลง หันไปมองชายวัยกลางคนผู้ให้กำเนิดด้วยความไม่เข้าใจ รวิศที่ยืนอยู่ข้างกายเธอหน้าซีดเผือก เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับ มือที่เคยถือเอกสารสำคัญสั่นเทาจนแทบถือไม่อยู่ ประธานกรรมการบริหารตระกูลวรภัทร—ผู้มีศักดิ์เป็นพ่อตาฝันร้ายของศิลาในอดีตชาติ บัดนี้ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด มือที่กำด้ามปืนสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความลังเลที่จะฆ่าลูกสาว แต่เป็นเพราะเขากำลังถูก "คำสั่ง" ที่ทรงอำนาจกว่าควบคุมอยู่ เบื้องหลังเก้าอี้ของประธานชรา เมฆ อดีตบอดี้การ์ดผู้เงียบขรึมยืนตระหง่านราวกับเงาของมัจจุราช ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงอีกกระบอกหนึ่งจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของประธานเฒ่าอย่างไร้ความปรานี เมฆส่งสายตานิ่งสนิทมาให้ศิลา เป็นสัญญาณเชิงประจักษ์ว่า ทุกอย่างในตึกนี้อยู่ในการควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว “น...นลิน ลูกอย่าโทษพ่อเลยนะ” เสียงแหบพร่าของประธานเฒ่าสั่นเครือ หยาดน้ำตาไหลอาบแก้วย่นยู่ “ทางเลือกของตระกูลเรา... มีแค่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น” “พ่อพูดบ้าอะไรคะ! มันเป็นแค่เศษสวะ! คนที่เราต้องกำจัดคือมันต่างหาก!” นลินสติแตกกรีดร้องลั่นห้อง เธอพยายามจะก้าวถอยหลังหนีปากกระบอกปืน แต่รวิศกลับดึงแขนเธอไว้แน่น ดวงตาของรวิศล่อกแล่ก เขามองศิลาด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ก่อนจะตัดสินใจคุกเข่าลงกับพื้นห้องประชุมอย่างไร้ศักดิ์ศรี “ศิลา... นายจำเรื่องระหว่างเราได้ไหม เราเคยเป็นเพื่อนกันนะเพื่อนรัก” รวิศละล่ำละลักละเมอพูดยกอดีตขึ้นมาต่อรอง เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “เรื่องทั้งหมด... มันเป็นแผนของนลินคนเดียว ฉัน... ฉันแค่ถูกบังคับ!” “รวิศ! แกพูดอะไรออกมา!” นลินหันไปตบหน้ารวิศสุดแรงด้วยความโกรธจัด “แกเป็นคนเสนอไอเดียกรอกยาพิษเขาก่อนไม่ใช่เหรอ! ไอ้คนสารเลว!” ศิลายกมือขึ้นเล็กน้อย การเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียวนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที ราวกับมีอำนาจวิเศษกดทับเสียงทั้งหมดให้หายไป เมฆกดปืนที่ท้ายทอยประธานเฒ่าแน่นขึ้นอีกนิด จนชายชราต้องส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวด “พอได้แล้วครับ สุนัขสองตัวกำลังกัดกันแย่งเศษเนื้อ มันน่ารำคาญมากกว่าน่าดู” ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายในชุดสูทตัดเย็บชั้นดีแผ่รังสีคุกคามที่กดดันให้ทุกคนในห้องแทบหยุดหายใจ เขากวาดสายตาดุจพญาอินทรีย์มองผู้บริหารอาวุโสอีกหลายคนที่นั่งเงียบกริบอยู่ริมโต๊ะประชุม พวกเขาคือพวกopportunist ที่พร้อมจะแปรพักตร์ให้ฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่าเสมอ และตอนนี้... ไพ่ทุกใบอยู่ในมือศิลาแล้ว “คุณ... คุณต้องการอะไร ศิลา” หนึ่งในกรรมการอาวุโสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “หุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทตอนนี้... ตามกฎหมายแล้ว มันควรจะเป็นของทางตระกูลวรภัทร...” “กฎหมายเหรอครับ?” ศิลาหัวנסเสียงต่ำในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่มันกลับทำให้กระดูกสันหลังของทุกคนเย็นเยียบ “ท่านประธานครับ ช่วยกรุณาหยิบเอกสารบนโต๊ะนั้นขึ้นมาอ่านให้ทุกคนฟังหน่อยสิครับ ว่าตอนนี้ ใครคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดตัวจริงของอาณาจักรวรภัทรแห่งนี้” ประธานเฒ่าสะดุ้งสุดตัว มือที่สั่นเทายื่นไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างยากลำบาก เขาค่อยๆ ดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมา กวาดสายตาอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ร่างกายชราภาพก็ทรุดฮวบล้มลงไปกองกับพื้นทันทีราวกับคนสิ้นไร้ไม้ตอ “ม...ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้...” ประธานเฒ่าพึมพำซ้ำๆ หน้าซีดเผือกไร้สีเลือด “หนี้สินทั้งหมดของตระกูล... ถูกกว้านซื้อไว้โดยบริษัทลงทุนลับ... นาย... นายทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!” “ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะยอมตายเพื่อพวกคุณไงครับ” ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย “ความไว้วางใจที่ผมเคยมีให้พวกคุณ มันถูกเผาทำลายไปหมดแล้วในคืนนั้น... คืนที่พวกคุณร่วมมือกันผลักผมลงไปในนรก” นลินเข่าอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและหยิ่งยระ호บัดนี้ว่างเปล่า เธอมองหน้าคนที่เธอเคยเรียกว่า ‘ของเล่น’ คนที่เธอคิดว่าหลอกใช้งานได้ตลอดไป แต่บัดนี้... เขากลับกลายเป็นเจ้าชีวิตผู้กุมชะตากรรมของตระกูลวรภัทรไว้ทั้งหมดในกำมือ “ศิลา... ไว้ชีวิตฉันเถอะนะ” นลินคลานเข้าไปหา ชายกระโปรงราคาแพงเปื้อนฝุ่น เธอยกมือขึ้นพนมไหว้ ปล่อยโฮออกมาอย่างน่าเวทนา “ฉันรักนายนะศิลา... ที่ทำไปทั้งหมด เพราะฉันรักนายกลัวว่าจะเสียอำนาจ... ขอร้องล่ะ ยกโทษให้ฉันสักครั้งเถอะนะ” ศิลาก้มมองหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรักสุดหัวใจ นัยน์ตาคู่เดิมคู่นั้นไม่มีความรักหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งราวกับมองสิ่งของไร้ค่า เขาค่อยๆ ก้มตัวลงช้าๆ จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ “คำว่ารักจากปากคุณ... มันสกปรกเกินกว่าที่จะเอามาพูดในห้องนี้นะครับ นลิน” ศิลาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่ชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน “จำได้ไหมครับ วันนั้นที่คุณมองผมตกลงมาจากหน้าผา คุณบอกผมว่ายังไง?... คุณบอกว่า ‘คนโง่ก็สมควรตายแบบนี้แหละ’ ใช่ไหมครับ?” นลินสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีจนขาวโพลน ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ความลับที่เธอคิดว่ามีเพียงเธอกับรวิศที่รู้... เหตุไฉนมันถึงหลุดออกมาจากปากของศิลาได้อย่างแม่นยำราշกับเขายืนมองดูอยู่ด้วยซ้ำ! “แก... แกเป็นใครกันแน่...” นลินหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นสะท้านราวกับเห็นผีสราง “แกไม่ใช่ศิลา... แกไม่ใช่!” “ผมก็คือศิลา คนเดิมที่คุณรู้จักนั่นแหละครับ” ศิลายืดตัวขึ้นเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อสูทด้วยความรังเกียจ เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังบอร์ดบริหารทุกคนที่นั่งเงียบกริบ “เอาล่ะ ในเมื่อเอกสารทุกอย่างสมบูรณ์ และอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ในมือผมแล้ว... มติที่ประชุมวันนี้ มีใครคัดค้านการแต่งตั้งผมขึ้นเป็น ‘ประธานกรรมการบริหารสูงสุด’ ของกลุ่มบริษัทวรภัทรบ้างไหมครับ?” ความเงียบงันปกคลุมห้องประชุมราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทุกคนก้มหน้ามองพื้น หลีกเลี่ยงการสบตากับมัจจุราชหนุ่มผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ภายในชั่วข้ามคืน รวิศที่คุกเข่าอยู่ด้านข้าง กัดฟันกรอดด้วยความแค้นสุมอก แต่ความกลัวตายก็ยังมีมากกว่า เขาเตรียมจะยกมือสนับสนุนเพื่อเอาตัวรอด ทว่าจังหวะนั้นเอง... *ปัง!* เสียงประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องประชุมถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบ แรงกระแทกมหาศาลทำให้เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้นราวกับหิมะโปรยปราย! ทุกคนสะดุ้งสุดขีด หันขวับไปมองผู้มาเยือนใหม่ที่ก้าวเข้ามาท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ และเงาร่างของบอดี้การ์ดนับสิบคนที่ถูกซัดกระเด็นนอนกองอยู่ที่ระเบียงทางเดินด้านนอก หญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงเดินน่งเข้ามา ใบหน้างดงามเฉี่ยวคมประดับด้วยรอยยิ้มเย้ายวน แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความอำมหิตเลือดเย็น เส้นผมยาวสลวยสะواดไปตามจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง และที่สำคัญที่สุด... ใบหน้านั้นคือใบหน้าของบุคคลที่ศิลาคิดว่าน่าจะกำลังนอนตายอย่างอนาถอยู่ในคุกมืดต่างประเทศ ตามแผนการที่เขาควรจะจัดการเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน! “อุ๊ย ตายจริง... ประชุมสนุกกันใหญ่เลยนะคะ” เสียงหวานหยดย้อยเอ่ยทักทายขึ้นท่ามกลางความตะลึงงันของทุกคน เธอกวาดสายตามองภาพความพ่ายแพ้ของตระกูลวรภัทรด้วยความสนุกสนาน ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ศิลา รอยยิ้มบนริมฝีปากสีแดงสดแย้มกว้างขึ้น พร้อมกับคำพูดที่ทำให้เลือดในกายของศิลากลั่นตัวเป็นน้ำแข็งทันที “คุณสามีคะ... คิดถึงภรรยาคนนี้ไหมคะ ทำไมแต่งตั้งตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้ ถึงลืมลงชื่อฉันในฐานะ ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด 51%’ ด้วยล่ะคะ?” —-------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันศัตรูไปพร้อมกับศิลานะคะ ห้ามพลาดตอนที่ 25 เด็ดขาดค่ะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%