กลิ่นคาวสนิมเหล็กของหยดเลือดที่ซึมผ่านเนื้อผ้าสีเข้ม ช่างเป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวศิลาให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ มากกว่าคำเตือนใดๆ บนโลกใบนี้
ความเงียบงันภายในห้องฉุกเฉินกึ่งลับแห่งนี้ไม่ได้สร้างความสงบให้กับจิตใจ หากแต่มันคือความกดดันระดับสูงสุดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ศิลายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลัก นัยน์ตาคมกริบกวาดมองคราบเลือดที่ติดอยู่บนปลายนิ้วของตนเองอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความลังเล หรือแม้แต่ความเมตตาที่เคยหลงเหลืออยู่ก้นบึ้งของหัวใจ ถูกความตายของเมฆแผดเผาจนมอดไหม้เป็นจุลจนไม่เหลือเค้าเดิม
"นายท่าน..." เสียงแหบพร่าของลูกน้องคนสนิทอีกคนดังขึ้นจากมุมมืด ทว่าศิลากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยอากัปกิริชาเพียงเล็กน้อย
ร่างสูงโปรดปรานขยับตัวเข้าใกล้เตียงผู้ป่วยช้าๆ แสงไฟนีออนสีขาวนวลส่องกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เมฆยังคงหายใจรวยริน เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงติ๊ด... ติ๊ด... เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับการนับถอยหลังของระเบิดเวลา การที่เมฆเอาตัวมารับกระสุนแทนเขาเมื่อคืนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความจงรักภักดี แต่มันคือ "สาส์น" จากเบื้องบน... จากคนที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของเกมกระดานนี้ คนที่คิดว่าตัวเองกุมชะตาชีวิตของทุกคนเอาไว้ในกำมือ
นลิน... และรวิศ
พวกเขากล้าดียังไงถึงคิดว่าหมากตัวนี้จะยอมให้เชือดแต่โดยดี?
ศิลาแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา รอยยิ้มที่เยียบเย็นเสียจนอุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เขายื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูบนโต๊ะขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบแสดงข้อความแจ้งเตือนจากเบอร์แปลกปลอมที่เพิ่งส่งเข้ามาเมื่อสามวินาทีก่อน
*‘เกมจบลงแค่นี้แหละศิลา ทางเลือกสุดท้าย... คุกเข่าซะ แล้วนายจะรอด’*
ดวงตาคู่นั้นหรี่แคบลง รัศมีอำนาจแผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจแรง ศิลาไม่ได้ตอบกลับข้อความนั้นทันที เขากลับกดโทรออกไปยังหมายเลขหนึ่งที่เขาไม่เคยคิดจะติดต่ออีกเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ตู๊...
เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับรอคอยเวลานี้อยู่แล้ว
"ฉันคิดว่านายคงต้องใช้เวลาทำใจอีกสักพักซะอีก ศิลา" เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยของรวิศลอยผ่านลำโพง น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเย้ยหยันและระคนความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด "เป็นยังไงบ้างล่ะ รสชาติของการสูญเสียคนที่จงรักภักดีที่สุด มันเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือดเลยใช่ไหมเพื่อนรัก?"
ศิลายังคงนิ่งเงียบ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กดดันปลายสายอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว... แต่มันกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของพายุ
"รวิศ... นายรู้ไหมว่าทำไมหมาถึงมักจะเห่าเสียงดังที่สุดตอนที่มันกลัว?" ศิลาเอ่ยถามเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้เสียงหัวเราะทางปลายสายสะดุดกึก
"แกหมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า... ความสนุกที่พวกนายบรรจงสร้างกันขึ้นมาเนี่ย มันชักจะน่าเบื่อเกินไปแล้วล่ะ" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ "นายคิดจริงๆ เหรอว่า การส่งมือปืนมากระจอกๆ มาลอบสังเคราะห์ฉัน จะทำให้ฉันยอมจำนน? หรือนายโง่จนลืมไปแล้วว่า สมบัติทั้งหมดที่พวกนายกำลังแย่งชิงกันอยู่ตอนนี้... ใครเป็นคนหามาให้แต่แรก?"
ทางปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงของนลินจะแทรกเข้ามาด้วยความร้อนรนและเกรี้ยวกราด
"ศิลา! แกอย่ามาปากดีนะ! ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในมือพวกเราแล้ว บริษัทถูกอายัด บัญชีถูกฟรีซ และหลักฐานทุกอย่างชี้ว่าแกคือฆาตกรฆ่าล้างครัวตัวเอง! แกไม่มีทางหนีพ้นหรอก!"
น้ำเสียงของนลินสั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกกดทับมานานปี ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าอ่อนโยนและบริสุทธิ์ราวกับผ้าขาว บัดนี้ได้กลายสภาพเป็นซาตานสวมรอยนางฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ศิลาก้มมองปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของตนเองอีกครั้ง เขากำมือแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน
"นลิน... เธอยังจำได้ไหมว่า ตอนที่เราไปเที่ยวกันที่หน้าผาหินปูนเมื่อห้าปีก่อน เธอบอกว่าอะไร?" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ชวนให้คนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ "เธอթบอกว่า... คนเราถ้าเลือกที่จะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อความอยู่รอด ก็ต้องเตรียมตัวที่จะถูกผลักตกลงไปในเหวลึกที่ไม่มีวันปีนขึ้นมาได้อีก"
"แก... แกพูดเรื่องอะไร!"
"ฉันไม่ได้ขู่..." ศิลากวาดสายตาคมกริบมองไปที่กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพตัวเอง ดวงตาคู่สีดำสนิทนั้นสะท้อนประกายอำมหิตที่ไร้ก้นบึ้ง "แต่นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันจะไม่รอให้พวกนายเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาอีกแล้ว... เตรียมตัวรับการตอบโต้จากคนที่พวกนายเคยเหยียบย่ำให้จมดินได้เลย"
*ติ๊ด!*
ศิลาตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แก้ตัวแม้แต่คำเดียว เขาหันกลับไปมองลูกน้องคนสนิทที่ยืนตัวสั่นด้วยความฮึกเหิม
"เตรียมกำลังคนทั้งหมด..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด คำสั่งทุกคำทรงพลังราวกับประกาศิตสวรรค์ "แยกย้ายกันไปตามล่าเป้าหมายทุกจุดที่เชื่อมโยงกับรวิศและนลิน ไม่ต้องสนใจกฎหมาย ไม่ต้องสนใจเอกสารราชการ... ใครขวางฆ่าให้หมด เริ่มต้นการกวาดล้าง... ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป!"
ลูกน้องหนุ่มโค้งคำนับรับคำด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ทุกคนต่างรู้ดีว่าความปรานีได้ตายไปพร้อมกับเลือดของเมฆแล้ว ศิลายกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อเชيرตัวนอกออกเผยให้เห็นแผลเป็นจางๆ ที่หน้าอก—ร่องรอยแห่งความไว้วางใจที่โง่เขลาในอดีต
ทว่า ในขณะที่ศิลากำลังจะก้าวเท้าเดินออกจากห้องเพื่อเปิดฉากการไล่ล่าที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ เสียงแจ้งเตือนจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายในห้องลับก็ดังขึ้น *'ติ๊ง!'* ติดต่อกันสามครั้งรัวๆ
ศิลาชะงักฝีเท้า หรี่ตาลงมองหน้าจอที่ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าคฤหาสน์ของเขาเอง
ร่างของใครบางคนกำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงในยามวิกาล บุคคลปริศนาในชุดโค้ทสีดำสนิทกางร่มคันใหญ่บังใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของศิลาต้องกระตุกวูบไม่ใช่ความอาจหาญของผู้มาเยือน...
หากแต่เป็นสัญลักษณ์รูป "ดอกกุหลาบสีชาด" ที่ปักอยู่บนปกเสื้อโค้ทตัวนั้น... สัญลักษณ์ขององค์กรลับที่ควรจะสูญสลายไปพร้อมกับครอบครัวของเขาเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางล้างแค้นไปพร้อมกับ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" นะคะ
เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล•ตอนที่ 39
การตอบโต้ที่รุนแรง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!