เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล•ตอนที่ 4

ศัตรูที่ไม่รู้ตัว

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นบุหรี่จางๆ ในห้องทำงานส่วนตัวของศิลาไม่ได้ช่วยให้ความหงุดหงิดในใจของรวิศเบาบางลงเลย ตรงกันข้าม... มันกลับกระตุ้นให้เขารู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมๆ คอยทิ่มแทงอยู่ใต้ผิวหนังตลอดเวลาที่เห็นเพื่อนรักนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน “ศิลา นายเปลี่ยนไปนะ” รวิศเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน เขาแสร้งทำเป็นหมุนแก้ววิสกี้ในมือ ทว่าสายตากลับจ้องมองศิลาอย่างสำรวจ “ปกติเวลาเจอเรื่องหนักๆ แบบนี้ นายต้องเดือดพล่านแล้วสั่งเก็บกวาดให้เรียบ แต่นี่อะไร... นั่งนิ่งเหมือนรู้อยู่แล้วว่าใครส่งรูปนั่นมา” ศิลาเงยหน้าขึ้นจากเอกสารกองโต ดวงตาเรียวคมคู่นั้นเย็นเยียบราวกับธารน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เขาแค่นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รวิศรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด “ถ้าฉันโวยวายไป แล้วมันช่วยให้ฉันหาตัวคนบงการได้เร็วขึ้น ฉันคงทำไปนานแล้ว รวิศ” ศิลาตอบเสียงเรียบ “แต่ก็นั่นแหละ... การที่รู้ว่ามีคนรอฆ่าฉันอยู่อีกคน มันก็ทำให้ฉันต้อง ‘ระวัง’ ตัวมากขึ้น จริงไหม?” รวิศชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “โธ่ เพื่อน... อย่าให้ความเครียดมาทำให้เราหวาดระแวงกันเองเลย ฉันกับนายร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งเท่าไหร่ ใครที่ไหนมันจะกล้าแตะนายได้ถ้าฉันยังอยู่ตรงนี้” คำว่า ‘ร่วมเป็นร่วมตาย’ ดังก้องอยู่ในหัวของศิลาพร้อมกับความทรงจำในชาติก่อนที่เขาถูกคมมีดของรวิศจ่อเข้าที่ลำคอในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ศิลาก้มลงมองกระดาษแผ่นเดิมที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ ลายมือที่คุ้นตาของนลินยังคงเตือนสติเขาอยู่เสมอว่า ‘ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คนที่ถือมีดอยู่ข้างหน้า แต่เป็นคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ แล้วรอให้เราหันหลังให้’ “นั่นสินะ” ศิลาวางปากกาลง เสียงกระทบของมันหนักแน่นและดุดัน “ว่าแต่... ข้อมูลเรื่องสัญญาการค้าที่ฉันให้ให้นายไปตรวจสอบถึงไหนแล้ว? เห็นนลินบอกว่านายจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนี่นา” รวิศหน้าเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่ง เขาพยายามรักษาอาการไว้ แต่ศิลาผู้ที่จดจำทุกจังหวะลมหายใจของศัตรูได้แม่นยำกลับมองเห็นมันอย่างชัดเจน รวิศไม่ได้เตรียมตัวสำหรับคำถามนี้ เพราะแผนของเขาคือการทำให้ศิลาประมาทด้วยเรื่อง ‘คำเตือน’ ที่ได้รับมา ไม่ใช่การเร่งรัดเรื่องงานที่เขาแอบยักยอกไว้ “อ๋อ... คือเรื่องนั้นน่ะ” รวิศอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะปรับจังหวะหายใจให้ปกติ “มันมีปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อยน่ะศิลา ฉันเกรงว่านลินอาจจะรายงานนายเร็วเกินไปหน่อย ฉันกะว่าจะสรุปยอดทั้งหมดให้พรุ่งนี้” “งั้นเหรอ” ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นอายความกดดันแผ่ออกจากร่างจนคนในห้องรู้สึกหายใจไม่ออก เขาเดินเข้ามาใกล้รวิศจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ “แต่นลินบอกฉันเมื่อเช้านี้เองนะว่า นายส่งเอกสารทั้งหมดให้เรียบร้อยแล้ว... แถมยังย้ำนักย้ำหนาว่า นายทำผลงานได้ ‘ยอดเยี่ยม’ กว่าทุกครั้ง” รวิศเบิกตากว้าง ความระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างรุนแรง ศิลากำลังเล่นเกมอะไร? หรือว่าที่ผ่านมาสิ่งที่เขาพยายามทำเป็น ‘เพื่อนที่ดี’ คือการถูกศิลาจับผิดมาตลอด? “นลินอาจจะ... เข้าใจผิด” รวิศรีบแก้ตัว “เราคุยเรื่องเอกสารกันหลายชุดน่ะ เธอคงจำสับสน” “นลินน่ะเหรอจะสับสน?” ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ “เธอเป็นคนที่รอบคอบที่สุดที่ฉันเคยรู้จัก โดยเฉพาะเรื่องตัวเลข... หรือว่านายเป็นคนบอกให้เธอโกหกฉัน?” บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนเกือบถึงขีดสุด รวิศรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมในเกมที่เขาเป็นคนวางหมากเอง ศิลาไม่ได้แสดงอาการโกรธ แต่ความเยือกเย็นนั้นน่ากลัวกว่าความเกรี้ยวกราดหลายเท่าตัว รวิศค่อยๆ ถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง มือที่ถือแก้ววิสกี้สั่นระริกโดยไม่ตั้งใจ ในขณะที่ความเงียบกำลังจะกลืนกินทุกอย่าง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะเบาๆ ที่ดึงความสนใจของทั้งคู่ไป “ขอโทษนะคะที่รบกวน แต่คุณศิลาคะ... มีจดหมายด่วนจากสำนักงานทนายความส่งมาถึงคุณค่ะ” เป็นเสียงของนลิน... เธอเดินเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดกับความดำมืดของสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง ดวงตากลมโตของเธอวูบไหวเมื่อเห็นรวิศยืนอยู่ใกล้ศิลามากผิดปกติ แต่เธอก็ยังส่งยิ้มที่ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสาให้ตามเคย ศิลาหันไปมองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความอบอุ่นจอมปลอมที่รวิศเห็นแล้วยังขนลุก เขารับจดหมายจากมือเธอ และในวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน ศิลาก็สัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยจากมือของนลิน “ขอบใจนะนลิน” ศิลาพูดพลางคลี่จดหมายออก “รวิศ... นายบอกว่าเรื่องเอกสารเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น เรามาดูกันหน่อยดีไหมว่า ‘ความผิดพลาดทางเทคนิค’ ของนาย กับ ‘เอกสารหลักฐาน’ ที่ฉันเพิ่งได้รับมา... อันไหนมันจะน่าสนใจกว่ากัน” ศิลาไม่ได้เปิดอ่านจดหมายในทันที แต่เขากลับยื่นมันให้รวิศดูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย รวิศตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นตราประทับบนซองจดหมายนั้น มันไม่ใช่จดหมายจากทนายความทั่วไป แต่มันคือตราประทับของ ‘สำนักงานตรวจสอบบัญชีลับ’ ที่ศิลาเคยสั่งให้เมฆไปแอบสืบข้อมูลมาเงียบๆ รวิศมองหน้าศิลา สลับกับนลินที่ตอนนี้หุบยิ้มลงสนิท แววตาของเธอเปลี่ยนจากความใสซื่อกลายเป็นความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด ศิลาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของเพื่อนสนิทที่เขารู้ดีว่าคือกาฝากที่รอวันสูบเลือดเขา “เกมที่เพิ่งเริ่มขึ้นน่ะรวิศ... นายแน่ใจนะว่านายเป็นคนคุมเกม? เพราะดูเหมือนหมากของฉันทุกตัว... จะเริ่มรุกฆาตพวกนายตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะ” เขากดซองจดหมายลงบนอกของรวิศแรงๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับกดปุ่มเรียกใครบางคนผ่านอินเตอร์คอม “เมฆ... เข้ามานี่หน่อย มีแขกที่ยังไม่อยากกลับบ้านอยากให้จัดการส่งหน่อยน่ะ” ประตูห้องทำงานเปิดออกกว้าง เมฆยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นพร้อมกับบอดี้การ์ดอีกสองคนในชุดสูทสีดำสนิท สายตาของเมฆจ้องมองรวิศราวกับจะฉีกร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ ในขณะที่นลินถอยหลังกรูดไปชนกับโต๊ะทำงานจนแจกันดอกไม้ราคาแพงร่วงลงพื้นแตกกระจาย เสียงแตกของแจกันเปรียบเสมือนสัญญาณเริ่มต้นของพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ ศิลาไม่ได้สนใจเสียงนั้นเลยแม้แต่นิด เขากลับหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดมวนบุหรี่พลางพ่นควันจางๆ ออกมาอย่างใจเย็น ในขณะที่รวิศกำลังจะอ้าปากเถียง สายโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของศิลาก็ดังขึ้นแทรกความตึงเครียดนั้นทันที ศิลาเหลือบมองชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะยกยิ้มกว้างที่ดูน่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ เขาปล่อยให้เสียงกริ่งดังอยู่สามครั้งก่อนจะกดรับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด “สวัสดีครับ... อดีตหุ้นส่วนผู้ซื่อสัตย์ของผม... ว่าไงนะ? อยากจะสารภาพอะไรก่อนที่ผมจะส่งหลักฐานพวกนี้ให้ตำรวจงั้นเหรอ?” รวิศและนลินต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เพราะปลายสายที่โทรเข้ามาไม่ใช่คนอื่นไกล แต่มันคือ ‘คนใน’ ที่ทั้งคู่เคยร่วมมือด้วยเพื่อหักหลังศิลา... และตอนนี้คนๆ นั้นกำลังจะเปิดโปงทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วพบกันในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%