เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล•ตอนที่ 28

เส้นตายของรวิศ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“ถ้ามึงไม่เอาเงินมาคืนภายในเย็นนี้ เลือดบนพื้นคฤหาสน์ตระกูลศิรินทร์นั่นแหละ จะเป็นสีที่ทาแทนพรมราคาแพงของมึง” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยไอสังหารของหัวหน้ากลุ่มทวงหนี้ข้ามพรมแดน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานส่วนตัวของรวิศ มือหนาของชายชุดดำร่างยักษ์บีบลงบนไหล่ของเขาจนรอยนิ้วมือจมลึกไปในเนื้อผ้าสูทราคาหลักแสน รวิศหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มกรอบหน้า เขามองเอกสารสัญญากู้ยืมเงินก้อนโตที่ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้โอ๊คด้วยสายตาที่สั่นระริก “ตะ...แต่ฉันจ่ายดอกเบี้ยครบทุกงวดแล้วนะ! พวกแกต้องการอะไรอีก!” รวิศตะคอกกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นแข็งกร้าว แต่ดวงตากลับหลุกหลิกมองหาทางหนีทีไล่ ชายร่างยักษ์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยือกเสียจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดลงบนแผ่นหลัง “ดอกเบี้ยน่ะใช่ แต่เงินต้นที่มึงแอบเอาไปถลุงในบ่อนเถื่อนเมื่อสัปดาห์ก่อนล่ะ? แถมยังใช้ชื่อ ‘ศิลา’ เป็นตัวประกันในการค้ำประกันหนี้ก้อนนี้อีก... คิดว่าพวกกูโง่จนไม่รู้หรือไงว่าคนตายไปแล้วไม่มีปัญญามาเซ็นชื่อให้มึงหรอก” รวิศตัวชาวาบ เขาสั่นไปทั้งตัวไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว แต่เป็นความแค้นที่สุมอยู่ในอก—แผนการที่เขาทำขึ้นมาอย่างแนบเนียนเพื่อโยนความผิดให้ศิลา กลับกลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเองเสียเอง ขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของโถงทางเดินชั้นสอง เมฆยืนกอดอกพิงกำแพง ดวงตาคมกริบมองผ่านช่องว่างของบานประตูที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว แต่ในมือถือโทรศัพท์ที่เปิดโหมดบันทึกเสียงเอาไว้ตลอดเวลา ศิลาที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่งสัญญาณมือเบาๆ เป็นเชิงว่า ‘พอแล้ว’ ทั้งคู่หันหลังเดินกลับอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ความวินาศสันตะโรภายในห้องทำงานนั้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ “ดูเหมือนหมาจนตรอกจะเริ่มกัดกันเองแล้วนะศิลา” เมฆเอ่ยเบาๆ ขณะก้าวลงบันไดหินอ่อน ศิลายกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันกลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธเกรี้ยวใดๆ “นี่แค่บทนำ เมฆ... นลินส่งคนมาเก็บฉัน แต่รวิศดันโง่พอที่จะเอาชื่อฉันไปแปะไว้บนหนี้ก้อนโตที่พวกมาเฟียกำลังตามทวงถึงที่ มันไม่รู้หรอกว่าเจ้าหนี้ที่มันไปกู้มา คือคนที่ฉัน ‘เซ็นเช็ค’ สั่งให้ไปถล่มมันเองตั้งแต่แรก” “นายหมายความว่า...” “รวิศคิดว่ามันกำลังปั่นหัวฉัน แต่มันลืมไปว่าในบ้านหลังนี้ คนที่เล่นเกมรุกได้ดีที่สุดคือคนที่ ‘ตาย’ ไปแล้วต่างหาก” ศิลาหยุดเดิน ดวงตาเย็นชาทอดมองไปยังภาพถ่ายรวมครอบครัวที่แขวนอยู่บนผนัง ก่อนจะใช้นิ้วชี้ลูบไล้ไปที่ใบหน้าของบุคคลในรูป—คนที่ควรจะตายไปพร้อมกับความลับทั้งหมด เสียงโครมครามดังออกมาจากห้องทำงานรวิศ ตามมาด้วยเสียงตะโกนร้องขอชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ศิลาไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เขากลับเดินไปยังห้องรับแขกที่นลินกำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างสบายอารมณ์ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยสายตาที่ดูแสนหวานซ่อนพิษร้าย “รวิศดูเหมือนจะมีปัญหานะคะศิลา ไม่ไปช่วยเพื่อนสนิทหน่อยเหรอ?” นลินเอ่ยถามพลางวางถ้วยชาลงอย่างแช่มช้อย ศิลานั่งลงฝั่งตรงข้าม ประสานมือเข้าหากันอย่างใจเย็น “เพื่อนงั้นเหรอ? สำหรับผม... ใครที่แทงข้างหลัง ก็มีค่าไม่ต่างจากเศษขยะที่ต้องรอวันกวาดทิ้งหรอกนะนลิน” นลินชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มของเธอจางลงเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสดใสเหมือนเดิม “พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ ชีวิตคนเรามันสั้นนะ ถ้าไม่ถนอมน้ำใจกันไว้ แล้วใครจะคอยอยู่ข้างๆ เราในวันที่ไม่มีใคร...” “นั่นสินะ” ศิลาโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาทั้งสองสบกันอย่างดุเดือด “แล้วถ้าวันหนึ่ง... คนที่คิดว่าตายไปแล้ว ฟื้นกลับมาเพื่อทวงทุกอย่างคืน พร้อมกับความลับที่เธอยังไม่รู้ล่ะนลิน?” หัวใจของนลินกระตุกวูบ เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวศิลาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้อบอุ่นเหมือนที่เธอเคยรู้จัก แต่มันกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายที่จ้องจะพรากทุกอย่างไปจากเธอ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ดังขึ้นจากทางบันได ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่เป็นสิบ! พวกเขาไม่ได้มาเพื่อทวงหนี้รวิศ แต่พวกเขากำลังมุ่งตรงมาที่ห้องรับแขก พร้อมกับอาวุธครบมือ รวิศเดินโซเซตามออกมาจากห้องทำงาน ใบหน้าบวมช้ำจากการถูกซ้อม เขาชี้หน้าศิลาด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งถึงขีดสุด “มึง! มึงเป็นคนเรียกพวกมันมา! มึงจะให้พวกมันฆ่ากูเพื่อเอาสมบัติทั้งหมดไปคนเดียวใช่ไหม!” ศิลายังคงนั่งนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน “ฉันไม่ได้เรียกใครมาเพื่อฆ่านาย รวิศ... ฉันแค่เปิดประตูให้กรรมตามหานายเจอ” “งั้นมึงก็ตายไปพร้อมกับกู!” รวิศควักปืนพกสั้นออกมาจากเสื้อสูท เล็งกระบอกปืนไปที่ศิลาทันที ทว่า... ก่อนที่นิ้วของเขาจะเหนี่ยวไก นลินกลับลุกขึ้นยืนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอมองรวิศเหมือนมองเศษขยะที่ไม่เหลือประโยชน์อีกต่อไป “ฆ่ามันสิคะรวิศ... เพราะถ้ามันตาย ความลับที่ว่าใครเป็นคนวางแผนเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้น... ก็จะตายไปพร้อมกับมันด้วย” คำพูดของนลินทำให้ศิลาถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แผนการซ้อนแผนเริ่มทำงาน แต่ทว่า... วงล้อมของชายฉกรรจ์ที่บุกเข้ามากลับไม่ได้เล็งเป้าไปที่ศิลาหรือรวิศ แต่พวกเขาทั้งหมดกลับคุกเข่าลงต่อหน้าชายปริศนาที่เพิ่งเดินก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับถือแฟ้มสีดำที่ตราประทับตระกูลศิรินทร์ฉบับที่หายสาบสูญไปนานนับปี “ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ... แต่เจ้าของคฤหาสน์ตัวจริง เพิ่งเซ็นเอกสารโอนอำนาจคืนให้ศิลาเรียบร้อยแล้ว ส่วนพวกคุณ... ใครที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันนั้น เตรียมตัวไปชดใช้ในนรกได้เลย” สิ้นคำพูดนั้น ศิลาก็ลุกขึ้นยืนพลางจัดปกเสื้ออย่างใจเย็น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าเขาเป็นครั้งแรก ขณะที่นลินหน้าถอดสี เพราะชายที่เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารคือคนที่ทุกคนต่างคิดว่า... ตายไปแล้วจริงๆ เงียบแต่ฟาดเรียบขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามความเข้มข้นมาจนถึงตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%