เสียงก้องกังวานของดนตรีคลาสสิกจากวงออร์เคสตราสดในห้องบอล룸หรูใจกลางเมือง ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบกายของปราชญ์ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน... ความกดดันที่อัดแน่นอยู่ในอกของซีอีโอหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่ง กลับพุ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่สายตาของเขาเผลอไปปะทะกับแผ่นหลังบอบบางที่ห่อหุ้มด้วยชุดราตรีผ้าไหมสีมรกตเข้ารูปตัวนั้น
พินทุ์ในวันนี้ไม่ใช่ภรรยาคนเดิมที่เขาเคยทอดทิ้งให้อยู่กับความเงียบงันในคฤหาสน์หลังใหญ่
หล่อนก้าวเข้ามาในงานสังคมชั้นสูงด้วยรัศมีของความเย้ายวนที่ทรงอำนาจ รอยยิ้มที่มอบให้แขกเหรื่อผู้ทรงอิทธิพลเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่าเมื่อหันมาสบตับกับเขา... ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับเขากลายเป็นเพียงธาตุอากาศไร้ตัวตน
ปราชญ์กำแก้วแชมเปญในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ภาพที่หล่อนเคยร้องขอความเห็นใจ ภาพที่น้ำตาอาบแก้มยามที่เขาเอ่ยปากไล่ให้หล่อนไสหัวออกไปจากชีวิต... บัดนี้ น้ำตาเหล่านั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธคมกริบที่ย้อนกลับมาเชือดเฉือนเขาจนแทบหายใจไม่ออก
"ดูเหมือนคุณพินทุ์แห่งพินทุ์วรากรุ๊ป จะกลายเป็นดาวเด่นที่ใครๆ ก็อยากเข้าหาในค่ำคืนนี้นะครับท่านประธาน" เลขานุการหนุ่มกระซิบเตือนเบาๆ ข้างกาย แต่ปราชญ์กลับไม่ได้ยินคำนั้น สมองของเขารับรู้เพียงแค่ว่า... เขาทนยืนมองผู้ชายคนอื่นเข้ามาโค้งคำนับและแตะต้องเนื้อตัวของอดีตภรรยาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ฝ่าเท้าหนาก้าวผ่านฝูงชนด้วยความมุ่งมั่น ทว่ายังไม่ทันจะเดินไปถึงเป้าหมาย ร่างอรชรในชุดสีมรกตก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเสียก่อน พินทุ์หยุดยืนห่างออกไปเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นกายหอมหวานรัญจวนใจที่คุ้นเคยโชยปะทะนาสิก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายของชายหนุ่มให้ตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง
"บังเอิญจังค่ะคุณปราชญ์... หรือว่าตั้งใจเดินมาหาดิฉันกันแน่คะ?"
น้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน พินทุ์ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก หล่อนจ้องมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาประเมินค่า ราวกับเขาสินค้าตกรุ่นที่ไม่มีราคาค่างวดอีกต่อไป
"พินทุ์... เรามีเรื่องต้องคุยกัน" ปราชญ์เอ่ยเสียงแหบพร่า สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปะทุขึ้นในอก
"คุย? เราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ ดิฉันหมดธุระที่จะเสวนาพาทีกับคนที่ไม่มีความสำคัญในชีวิตมานานแล้วนะคะ" พินทุ์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ หล่อนขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปราชญ์ได้กลิ่นลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากไวน์ชั้นดี
ความใกล้ชิดที่ไม่ได้สัมผัสมานานแรมปี ทำให้ปราชญ์แทบคลั่ง สายตาคมกาลกวาดมองเรียวปากอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำอย่างลืมตัว ความโหยหาที่ถูกกดทับไว้ใต้ความเย่อหยิ่งพังทลายลงในพริบตา มือหนาตัดสินใจเอื้อมออกไปคว้าข้อศอกมนของหล่อนไว้หมายจะดึงตัวให้หลีกหนีจากสายตาผู้คนเพื่อไปคุยกันในที่ลับตา
"ปล่อยค่ะ! คุณกำลังทำตัวไร้มารยาทในงานสังคมนะปราชญ์" พินทุ์สะบัดแขนออกทันทีด้วยความรังเกียจ ดวงตาคู่สวยตวัดมองมือหนาที่ค้างกลางอากาศด้วยความดูแคลน "อย่าแตะต้องตัวดิฉัน ถ้าไม่อยากให้อับอายขายหน้าไปมากกว่านี้"
ท่าทีที่แข็งกร้าวและไม่ยอมสยบยอมเช่นนั้น ยิ่งทำให้ปราชญ์รู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง แต่แทนที่เขาจะโกรธ ความรู้สึกเจ็บปวดและอยากเอาชนะกลับโหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม แรงปรารถนาที่มืดบอดผลักดันให้เขาใช้กำลังกึ่งฉุดกึ่งกระชากพาหล่อนเดินเลี่ยงหลบเข้าไปยังมุมระเบียงด้านนอกที่ปลอดผู้คน ท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงลมยามค่ำคืน
"คุณบ้าไปแล้วหรือไง!" พินทุ์ตวาดแหวทันทีที่ถูกดันตัวให้ชิดกับผนังกระจกใสของระเบียง โดยมีร่างสูงใหญ่ของปราชญ์กักขังหล่อนไว้ตรงกลาง วงแขนแข็งแรงยกขึ้นยันผนังทั้งสองข้าง ปิดMกั้นทุกเส้นทางหลบหนี
ปราชญ์หอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ดวงตาคู่วคมแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ ทั้งโกรธ ทั้งหึงหวง และโหยหาจนแทบจะขาดใจ
"ใช่... ฉันมันบ้า บ้าเพราะคิดถึงเธอจนแทบคลั่ง!" ปราชญ์คำรามเสียงต่ำในลำคอ ความอดทนทั้งหมดพังทลาย "หลายปีที่ผ่านมา เธอกล้าดียังไงถึงหายไปจากชีวิตฉัน... กล้าดียังไงถึงทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน ทั้งที่ตัวเธอและหัวใจของเธอเคยเป็นของฉันคนเดียว!"
พินทุ์นิ่งงันไปชั่วขณะ แต่เพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเยาะหยันก็ผุดขึ้นบนเรียวปากอิ่ม หล่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว มือเรียวบางวางลงบนแผงอกกว้างของอดีตสามี ออกแรงผลักเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ ก่อนจะไล้ปลายนิ้วผ่านปกเสื้อสูทเนื้อดีอย่างจงใจยั่วยวน
"ของของคุณเหรอคะ?" พินทุ์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความเจ็บปวดในอดีตถูกกลบเกลื่อนด้วยความสะใจ "คุณลืมไปแล้วหรือไงคะปราชญ์ ว่าคุณเป็นคนโยนมันทิ้งลงถังขยะเองกับมือ... วันนี้ พอของชิ้นนั้นมีราคาค่างวด มีคนแย่งกันครอบครอง คุณถึงได้วิ่งแจ้กลับมาเก็บเนี่ยนะคะ? น่าสมเพชจังเลยนะคะ"
คำพูดที่แทงใจดำทำให้ปราชญ์คำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาเลื่อนลงบีบเอวคอดกิ่วของหล่อนแน่นผ่านเนื้อผ้าบางเบา ดึงรั้งร่างอรชรให้แนบชิดติดกับกายแกร่งจนไม่มีช่องว่าง ปราชญ์ก้มลงประกบเรียวปากลงบนกลีบปากนุ่มทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้หล่อนได้เอ Jาคำดูถูกใดๆ ออกมาอีก
สัมผัสที่ดุดัน เร่าร้อน และเปี่ยมด้วยความโหยหาถาโถมเข้ามาอย่างไร้ความปรานี พินทุ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ หล่อนพยายามทุบตีอกแกร่งและเบือนหน้าหนี แต่ปราชญ์กลับใช้มืออีกข้างตรึงท้ายทอยของหล่อนไว้ บังคับให้รับรสจูบอันเอาแต่ใจที่ทั้งหวานล้ำและเจ็บปวดร้าวรานในเวลาเดียวกัน
รสจูบที่เคยเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงที่แผดเผา ลมหายใจที่ขาดห้วง เสียงครางประท้วงในลำคอของหญิงสาว ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายของชายหนุ่มให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มพิกัด ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปตักตวงความหวานล้ำที่เขาโหยหามานานแสนนาน มือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้ชุดราตรีเนื้อดีด้วยความลืมตัว ปลุกเร้าสัมผัสวาบหวามจนกายสาวสั่นสะท้าน
พินทุ์ที่ตั้งใจจะมาแก้แค้นและผลักไส หัวใจกลับเริ่มเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ความทรงจำเก่าๆ และสัมผัสคุ้นเคยกำลังกัดกินความตั้งใจอันแข็งกร้าวของหล่อนให้พังทลายลงทีละน้อย หล่อนเผลอเผยริมฝีปากตอบรับสัมผัสนั้นโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้ความหอมหวานของการล้างแค้นกลายร่างเป็นรสชาติแห่งความพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ปรารถนา
ปราชญ์ผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนใสที่แดงระเรื่อ หอบหายใจรดต้นคอระหงด้วยความกระหาย "เธอไม่มีทางหนีฉันพ้นหรอกพินทุ์..." เขาพسำกระซิบเสียงพร่าชิดริมหู "ไม่ว่าเธอจะเกลียดฉันแค่ไหน แต่ร่างกายของเธอก็ยังตอบสนองฉันเหมือนเดิม..."
พินทุ์ตื่นจากภวังค์ความวาบหวาม ดวงตาคู่สวยกลับมาแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคทวงสิทธิ์นั้น มือเรียวออกแรงผลักอกเขาเต็มแรงจนปราชญ์เซถอยหลังไปสองก้าว
หล่อนยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ด้วยความรังเกียจปนสมเพช ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ส่งให้เขาในวินาทีนั้น... ทำให้ปราชญ์รู้สึกหนサンสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก
"มั่นใจในตัวเองสูงจังนะคะปราชญ์..." พินทุ์ก้าวถอยหลังออกไปยืนรับแสงไฟสลัวจากภายในงาน "ร่างกายมันก็แค่เนื้อหนังที่ไร้หัวใจค่ะ... แต่ถ้าคุณอยากได้มันคืนนักล่ะก็ ลองคิดดูให้ดีนะคะว่า คุณต้องแลกด้วยอะไรบ้าง..."
พินทุ์หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยงอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ปราชญ์ยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่บนระเบียงลำพัง หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่นผสมปนเปกับความปรารถนาที่ยังค้างคา
ทว่า... ในวินาทีที่ปราชญ์กำลังจะก้าวเดินตามหล่อนกลับเข้าไป ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้ากลับทำให้ฝ่าเท้าของเขาต้องหยุดชะงักกึก
เด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบ ในชุดสูทตัวจิ๋วหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู กำลังวิ่งเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพินทุ์ที่ย่อตัวลงรับพอดี ใบจิ้มลิ้มและดวงตากลมโตคู่นั้น... ถอดแบบมาจากกระจกเงาของตัวเขาเองไม่มีผิดเพี้ยน!
และยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มอีกคนที่เดินตามเข้ามาโอบไหล่พินทุ์อย่างสนิทสนม พร้อมกับรอยยิ้มทักทายที่ส่งตรงมายังปราชญ์... คือ "ปรเมศ" ศัตรูทางธุรกิจและพี่ชายต่างแม่ของเขาเอง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความเจ็บปวดและการเอาคืนครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
ทัณฑ์สวาทอดีตภรรยา: รอยร้าวบนคริสตัล•ตอนที่ 3
กลิ่นหอมของการล้างแค้น
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สวาทอดีตภรรยา: รอยร้าวบนคริสตัล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!