ความเงียบงันในห้องรับรองวีไอพี ณ โรงแรมหรูใจกลางเมือง เวลานี้ราวกับถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว อากาศรอบตัวหนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นของแข็งที่บีบอัดทรวงอกของทุกคนให้แหลกสลาย พินทุ์ยืนนิ่งสนิท ดั่งรูปปั้นแกะสลักจากหินอ่อนที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความเย็นชา มือเรียวบางที่กำมุมกระเป๋าเอกสารแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด เป็นเพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเธอยังมีชีวิต—และหัวใจที่กำลังเต้นเร่าด้วยความหวาดหวั่นระคนโกรธเกรี้ยว
เบื้องหน้าของเธอคือปราชญ์ อดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี บัดนี้ร่างสูงใหญ่และทรงอำนาจกลับสั่นเทาเล็กน้อย ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา คู่นั้นกำลังเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ร่างของเขาราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อมในยามเที่ยงวัน ลมหายใจสะดุดกักค้างอยู่ในลำคอ เมื่อสายตาของเขาถูกดึงดูดให้มองสลับระหว่างเด็กชายตัวน้อยหน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขา… กับใบหน้าซีดเผือดและแววตาร้าวรานของพินทุ์
เด็กชายธีร์… ลูกชายที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีตัวตน และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกหน้าความโง่เขลาของเขาในอดีตอย่างเจ็บแสบ
"นี่มัน..." เสียงทุ้มต่ำของปราชญ์หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสับสนระคนความรู้สึกผิดที่ตีรวนขึ้นมาจุกอกจนแทบกระอักเลือด "พินทุ์... เด็กคนนี้... ลูกของ..."
"ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องใส่ใจค่ะ คุณปราชญ์" พินทุ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมราustมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เธอรีบก้าวเข้าไปขวางหน้าเด็กชายตัวน้อย พร้อมกับดึงร่างเล็กให้มาหลบอยู่ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ "ถอยไปค่ะ เราไม่มีธุระอะไรที่จะต้องคุยกันอีกแล้ว เอกสารหย่าก็เซ็นกันไปนานแล้ว สถานะของเราคือคนแปลกหน้า... ได้โปรดจำไว้ด้วย"
ปราชญ์ก้าวเท้าเข้ามาหาเธอโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ รuสชาติความเจ็บปวดแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสารทิศ เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายปีพวยพุ่งขึ้นมาซัดกระหน่ำราวกับพายุคลั่ง เขากำลังจะเอื้อนเอ่ยคำใดคำหนึ่งออกมา—คำที่อาจจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หรืออาจเป็นการสารภาพบาปที่สายเกินไป
ทว่า... ก่อนที่บทสนทนาอันเปราะบางและบีบคั้นหัวใจคู่นั้นจะได้ดำเนินไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับเสียงหัว-เราะคิกคักและกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฟุ้งกระจายเข้ามากลบเกลื่อนบรรยากาศตึงเครียดในทันที
"อุ๊ย! ตายจริง... ดิฉันไม่ได้ขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่ใช่ไหมคะเนี่ย?"
เสียงหวานแหลมที่เจือความเยาะเย้ยและจงใจสร้างความน่ารำคาญดังขึ้น ทำเอาปราชญ์ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด ขณะที่พินทุ์หันไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาเย็นชาถึงขีดสุด
ร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงรัดรูปอวดสัดส่วนเย้ายวนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมมาอย่างดีประดับด้วยรอยยิ้มเยาะ หล่อนไม่ใช่ใครที่ไหน... 'มธุรส' อดีตคนรักเก่าของปราชญ์ หญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุสำคัญรอยร้าวในอดีต และเป็นคนที่เคยเหยียบย่ำหัวใจของพินทุ์อย่างสนุกสนานในยามที่เธอยังเป็นภรรยาตกกระป๋อง
การปรากฏตัวของมธุรสในเวลานี้ เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้า กองไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ!
"มธุรส เธอมาทำอะไรที่นี่?" ปราชญ์เอ่ยเสียงเขዳด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคมกริบฉายแววรังเกียจอย่างปิดไม่มิด เมื่อนึกถึงเรื่องราวความสัมพันธ์จอมปลอมในอดีตที่หล่อนเคยสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์
"อ้าว, คุณปราชญ์ขา ทำไมพูดจาใจร้ายกับรุสแบบนั้นล่ะคะ?" มธุรสแสร้งทำเป็นเบะปากด้วยความน้อยใจ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้แล้วถือวิสาสะควงแขนแกร่งของชายหนุ่มเอาไว้ แนบชิดจนเนื้อแนบเนื้อ พร้อมกับปรายตามองพินทุ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยาม "รุสก็แค่บังเอิญผ่านมา แล้วเห็นคุณปราชญ์ยืนหน้าเครียดอยู่ตรงนี้ นึกว่าเป็นห่วง... อุ๊ยตาย! นั่นเด็กที่ไหนกันคะเนี่ย หน้าตาคุ้นๆ จัง... อุ๊ย หรือว่าจะเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงจากที่ไหน ถึงได้หน้าตาบ้านๆ ไร้รสนิยมแบบนี้"
คำพูดถากถางของมธุรสเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้พินทุ์หมดความอดทน ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเจ็บปวด เปลี่ยนเป็นประกายคมกลาลลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเงียบสงบที่เธอพยายามรักษาไว้พังทลายลงในพริบตา
"ระวังปากของคุณด้วยนะคะ คุณมธุรส" พินทุ์ก้าวเท้าออกมาเผชิญหน้า น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ "คำก็เด็กเก็บมาเลี้ยง สองคำก็ไร้รสนิยม... คนระดับต่ำที่เที่ยวเดินราวีชีวิตคนอื่นไปทั่วอย่างไร้ศักดิ์ศรีอย่างคุณ ถึงได้ไม่รู้หรอกค่ะว่าคำว่า 'สายเลือด' ที่แท้จริงมันมีค่ามากกว่าเครื่องประดับราคาแพงที่คุณกำลังใส่เกาะแกะคนอื่นอยู่ขนาดไหน"
มธุรสหน้าถอดสีทันที รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "นังพินทุ์! แกกล้าดียังไงมาว่าฉันต่ำ!"
"ฉันพูดความจริงค่ะ" พินทุ์ยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่งในแบบที่ปราชญ์ไม่เคยเห็นมาก่อน "ถ้าสมองของคุณยังมีรอยหยักมากพอ ก็ควรจะใช้มันคิดดูนะคะว่า ตอนนี้คุณยืนอยู่ในฐานะอะไร... สตรีผู้ไร้ค่าที่ต้องคอยเกาะแขนผู้ชายที่เขาเขี่ยทิ้งไปแล้วอย่างน่าสมเพช หรือคุณคิดว่าการกลับมาทำตัวเป็นตัวปัญหา จะทำให้คุณมีค่าขึ้นมาในสายตาของเขาอีกครั้งล่ะคะ?"
ปราชญ์หันขวับไปมองมธุรสด้วยแววตาดุดัน ก่อนจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวอย่างแรง จนเซถลินเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ความอดทนของเขาหมดลงแล้วเช่นกัน
"ไสหัวไปซะ มธุรส!" ปราชญ์คำรามเสียงต่ำ ลมหายใจกระชั้นด้วยความโกรธจัด "อย่ามาทำตัวไร้มารยาทและสร้างความน่ารำคาญต่อหน้าฉันอีก... ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
มธุรสหน้าชาดิก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและอับอายที่ถูกไล่ตะเพิดต่อหน้าอดีตภรรยาที่หล่อนเคยเหยียดหยาม หล่อนกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคือง ปรายตามองพินทุ์และเด็กชายด้วยความอาฆาต ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีหายลับไปจากห้องด้วยความโมโห
บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความตึงเครียดกลับทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม พินทุ์สูดลมหายใจเข้าลึก, ก้มลงอุ้มร่างเล็กของลูกชายขึ้นแนบอก ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินหนีออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ทันที
"เดี๋ยวก่อน... พินทุ์!"
ปราชญ์พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือเรียวของเธอเอาไว้ แรงบีบกระชับไม่มากเกินไปจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะรั้งเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเวทนา ความเจ็บปวด และความวิงวอนที่พินทุ์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายคนนี้
"เด็กคนนี้..." ปราชญ์เอ่ยเสียงสั่น พลางก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายที่ซบอยู่บนไหล่ของพินทุ์ "ลูก... ลูกของเราใช่ไหมพินทุ์? บอกความจริงพี่มาเถอะ... พี่ขอร้อง..."
พินทุ์นิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความเจ็บแปลบที่คุ้นเคย เธอค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเยชาและเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความอ่อนแอหลงเหลืออยู่
เธอไม่ได้ตอบคำถามของเขาในทันที ทว่ากลับยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของปราชญ์เย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ
"ต่อให้ใช่แล้วยังไงล่ะคะ คุณปราชญ์... ในเมื่อคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกเด็กคนนี้ว่า 'ลูก' ตั้งแต่วันที่คุณเซ็นใบหย่าให้ฉันแล้วล่ะค่ะ!"
พินทุ์สะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุมอย่างเด็ดขาด ก่อนจะก้าวเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ปราชญ์ยืนแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตระหนกขั้นสุด เมื่อจู่ๆ ประตูลิฟท์ฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก พร้อมกับร่างของทนายความส่วนตัวของเขาที่ก้าวเดินออกมา พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ
"ท่านประธานครับ... ผลตรวจ DNA ด่วนที่สุดที่ท่านสั่งให้ผมไปเร่งรัดจากโรงพยาบาล... ออกมาแล้วครับ!"
________________________________________
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนครั้งนี้ด้วยกันนะคะ)
ทัณฑ์สวาทอดีตภรรยา: รอยร้าวบนคริสตัล•ตอนที่ 17
การเผชิญหน้าของคนนอก
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สวาทอดีตภรรยา: รอยร้าวบนคริสตัล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!