มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที•ตอนที่ 16

พายุกระหน่ำในสถานที่ต้องคำสาป

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
เสียงเปรี้ยงของสายฟ้าฟาดลงมาใกล้จนกระจกหน้าต่างบานเก่าสั่นสะเทือน โคมไฟระย้าในโถงกลางบ้านร้างสั่นไหวและดับวูบลง เหลือเพียงแสงวาบสีม่วงอมฟ้าจากภายนอกที่สาดเข้ามาสลับกับความมืดมิดสนิท "กรี๊ด! ธันวา! ไฟดับ! มือถือฉันไม่มีสัญญาณ!" เสียงกรีดร้องของพริมโรสดังลั่นจนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องยกมือขึ้นอุดหู ธันวากลอกตาด้วยความเหนื่อยหน่าย แม้ในสถานการณ์ที่บรรยากาศรอบตัวจะชวนให้ขนหัวลุกแค่ไหน แต่ความโวยวายระดับแปดริกเตอร์ของแมวตื่นตูมตัวนี้ก็ยังคงทำหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจของเขาได้ดีเสมอ "เลิกสติแตกแล้วอยู่นิ่งๆ ก่อนได้ไหมครับ... เอ๊ย! ได้ไหมคะคุณพริมโรส" ธันวาเผลอหลุดปากคำพูดคุ้นชินก่อนจะรีบแก้คำลงท้ายแทบไม่ทัน เมื่อหันไปเห็นสายตาหวาดระแวงที่มองมาในความมืด "ถ้าคุณยังแหกปากอยู่แบบนี้ ผีตัวไหนในบ้านหลังนี้ก็คงวงแตกหนีไปหมด ไม่ใช่เพราะกลัวคุณหรอกนะ แต่คงรำคาญ" "ไอ้บ้าธันวา! นี่มันสถานการณ์ความเป็นตายเลยนะ ประตูหน้าก็ถูกไม้กระแทกจนพังปิดตาย หน้าต่างก็เปิดไม่ได้เพราะพายุเข้า แล้วดูสภาพเราสิคะ! ติดแหง็กอยู่ในเรือนหอผีสิงนี่สองต่อสอง!" พริมโรสกระแทเสียงใส่ พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงของโปรดิวเซอร์หนุ่มโดยอัตโนมัติ มือเล็กๆ คว้าชายเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วเขาจะระเหิดหายไปในอากาศ ธันวาชะงักไปเล็กน้อย กลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นอับชื้นของฝนตกและฝุ่นละอองในบ้านร้าง ความมืดทำให้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ของเขาทำงานเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะสัมผัสจากมือสั่นเทาที่กำเสื้อของเขาอยู่ด้านหลัง แรงสั่นนั้นไม่ได้มาจากความกลัวผีอย่างเดียว แต่มันคือความหนาวเหน็บจากอุณหภูมิที่ดิ่งฮวบฮาบหลังพายุโหมกระหน่ำ "หนาวเหรอ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสสาดหลังคาบ้านราวกับหลังคาจะพังลงมา "ถามได้! ฝนตกหนักขนาดนี้ ไฟก็ดับ ชุดฉันก็เปียกปอนไปครึ่งตัว... ฮรึش หนาวจะตายอยู่แล้วค่ะ!" พริมโรสบ่นอุบอิบ พยายามกอดอกตัวเองเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่ยิ่งทำก็ยิ่งสั่นสะท้านมากขึ้นไปอีก ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด ถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ตัวนอกของตนออกอย่างไร้ความลังเล ก่อนจะคลุมมันลงบนไหล่บอบบางของหญิงสาวอย่างนุ่มนวล กลิ่นอายความอบอุ่นจากตัวเขาและไอร้อนระอุที่หลงเหลืออยู่จางๆ ทำเอาพริมโรสสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองในความมืด ดวงตากลมโตสะท้อนแสงวาบจากฟ้าแลบเป็นประกายวาววับ "ทำ... ทำไมอยู่ดีๆ ถึงใจดีขึ้นมาล่ะคะ ปกติเห็นชอบด่าฉันปากเปียกปากแฉะ" เสียงของพริมโรสเบาลงถนัดตา ความตื่นตระหนกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนเขินอายที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู "ผมไม่ได้ใจดี แค่ไม่อยากแบกศพคนขี้โวยวายแถวนี้กลับกรุงเทพฯ มันเป็นภาระงานที่หนักเกินเงินเดือนโปรดิวเซอร์" ธันวาตอบเสียงห้วน พยายามเบือนหน้าหนีไปยังมุมห้องมืดๆ ทั้งที่หัวใจข้างในกลับเต้นผิดจังหวะแปลกๆ กับความใกล้ชิดที่แนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่จำกัด "ปากแข็งตลอดกาลเลยนะพ่อคุณ..." พริมโรสพึมพำเบาๆ แต่ริมฝีปากบางกลับคลี่ยิ้มออกมาในความมืด มือที่เคยกำเสื้อเขาเปลี่ยนมาจับชายเสื้อไว้หลวมๆ แทน ความกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติที่ร่ำลือกันนักหนากลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นแปลกประหลาดจากคนตรงหน้า เปรี๊ยะ! เสียงฟ้าร้องคำรามลั่นตามด้วยประกายไฟจากหม้อแปลงนอกบ้านที่สว่างวาบขึ้นชั่วพริบตา ทำให้ทั้งคู่มองเห็นใบหน้าของกันและกันได้ชัดเจนในระยะประชิด ใบหน้าของธันวาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและตรรกะเหตุผล ตอนนี้กลับฉายแววความห่วงใยที่ปิดไม่มิด ขณะที่พริมโรสเองก็เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่สั่นไหวและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นรัวแข่งกับเสียงสายฝนภายนอก ความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นไม่ใช่ความน่ากลัวของบ้านร้างอีกต่อไป แต่มันคือความอึดอัดจากแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังดึงหัวใจของคนทั้งคู่ให้เข้าหากันทีละน้อย ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว มือใหญ่ที่ตั้งใจจะยกขึ้นดันไหล่เธอให้ออกห่าง กลับเปลี่ยนเป็นเอื้อมไปปัดปอยผมเปียกชื้นที่ปรกหน้าผากมนออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้พริมโรสถึงกับลมหายใจสะดุด สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก "ธันวา..." พริมโรสกระซิบเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ราวกับถูกสะกดจิต "หื้ม..." ธันวาน้อมใบหน้าเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณ ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งเขตทำให้บรรยากาศยิ่งทวีความร้อนรุ่มท่ามกลางสายฝนเหน็บหนาว แต่แล้ว... ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อปิดระยะห่างอันตรายนั้น เสียงเคาะประตูด้านหลังห้องโถงมืดก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างช้าๆ และชัดเจน ท่ามกลางเสียงพายุฝน ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ตามมาด้วยเสียงกระซิบแหบพร่าเย็นยะเยือกที่ดังลอดมาจากรอยแตกของประตูไม้โบราณ *“หนาวจังเลย... ขอเข้าไปร่วมวงด้วยคนสิคะ...”* พริมโรสสะดุ้งสุดตัว กรี๊ดลั่นบ้านด้วยความตกใจและโผเข้าซบอկธันวาเต็มแรง ขณะที่ธันวาเบิกตากว้าง ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองบานประตูที่เริ่มขยับเปิดออกเองช้าๆ เผยให้เห็นเงาดำทมิฬขนาดยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังความมืด... และประกายตาสีแดงฉานที่จ้องตรงมายังพวกเขาทั้งสองคน! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ความลับเริ่มจะเปิดเผย แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ!
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%