"ถ้าคุณยังเดินเอาส้นสูงไปจิ้มซอกอิฐมอญโบราณหลังเมรุอีกก้าวเดียว ดิฉันจะถือว่าคุณจงใจส่งสัญญาณวิญญาณเร่ร่อนให้มาสิงร่างคุณแล้วนะคะ, คุณธันวา!"
พริมโรสสะบัดพัดพลาสติกสีนีออนในมือใส่หน้าผากคนตัวสูงที่ก้าวเดินนำลิ่วไม่สนโลก ท่าทางของเธอเหมือนแม่เสือสาวที่กำลังแยกเขี้ยวใส่เหยื่อ แต่หางตาเจ้ากรรมกลับคอยเหลือบมองความมืดทึบของป่ารกร้างด้านหลังเมรุเผาศพเก่าแก่ด้วยอาการตัวสั่นระริก
ธันวาถอนหายใจยาวนานจนลมปะทะหน้าม้าของเขาเอง เขาหยุดเดินแล้วหันกลับมามองอินฟลูเอนเซอร์สาวสายมูที่แต่งตัวจัดเต็มราวกับจะไปเดินพรมแดงคานส์ แต่วันนี้เธอกลับสวมผ้าถุงสำเร็จรูปทับกางเกงเลเยอร์หนาเตอะ พร้อมเครื่องรางของขลังที่ห้อยระโยงระยางจนเสียงกรุ๊งกริ๊งดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีด
"นี่เรามาถ่ายรายการสืบสวนเชิงวิทยาศาสตร์และมานุษยวิทยาค่ะคุณพริม ไม่ใช่มาเดินแฟชั่นวีคในป่าช้า... แล้วกรุณาลดเสียงลงด้วย ชาวบ้านแถวนี้เขาจะคิดว่ามีคนคลอดลูกอยู่หลังศาลาวัด" ธันวาเอ่ยปากแซะด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์โปรดิวเซอร์หนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด ยกเว้นก็แต่ยายตัวแสบที่ชอบวิ่งมาหลบหลังหลังเขาเวลาเจอผี
"ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังกลับไปหน้าต่างห้องนอนคุณจะไม่ได้เปิดรับลมธรรมชาติ แต่เปิดรับกุมารทองมากระโดดโลดเต้นแทนนะคะ!" พริมโรสค้อนควับจนตาแทบคว่ำ ก่อนจะรีบขยับเข้าไปใกล้แขนแกร่งของธันวาโดยอัตโนมัติเมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมาวูบหนึ่ง กลิ่นธูปจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นดินอับชื้น ชวนให้ขนลุกซู่
การออกกองครั้งที่สองของรายการ "ล่าท้าผีด้วยสติและตรรกะ" ในค่ำคืนนี้ บรรยากาศมันช่างวังเวงและกดดันกว่าครั้งแรกราวฟ้ากับเหว วัดร้างแห่งนี้ถูกปิดตายมานานกว่าสิบปี เมรุด้านหลังมีร่องรอยการถูกไฟไหม้บางส่วน ผนังปูนกะเทาะจนเห็นอิฐสีแดงก่ำคล้ายคราบเลือดแห้งกรัง ธันวาหยิบอุปกรณ์สืบสวนชิ้นใหม่ออกมาจากกระเป๋าเป้ มันคือเครื่องตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF) ดีไซน์ล้ำสมัยที่เขายืมมาจากห้องแล็บมหาวิทยาลัย
พริมโรสหรี่ตามองอุปกรณ์ในมือโปรดิวเซอร์หนุ่มอย่างหวาดระแวง เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกัน "นั่น... อุปกรณ์สืบสวนหรือของเล่นเด็กอนุบาลคะ หน้าตาเหมือนหุ่นยนต์แปลงร่างราคาเก้าสิบเก้าบาทมากเลยค่ะ"
"นี่คือเครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็กความถี่ต่ำที่มีความแม่นยำสูงค่ะคุณพริม ไม่ใช่ของเล่นแก้เหงาเหมือนผ้ายันต์กันผีบ้าบอที่คุณพกมาเป็นลังนั่นหรอก" ธันวาตอบกลับทันควัน พร้อมกับเปิดสวิตช์เครื่อง หน้าจอดิจิทัลสีฟ้าสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
เสียงสัญญาณจากเครื่องตรวจจับดังขึ้นเป็นจังหวะช้าๆ แต่สม่ำเสมอ ทั้งสองคนเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนความอุ่นจนเหลือเพียงความเย็นเฉียบที่ไต่ขึ้นมาจากปลายเท้า พริมโรสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเล็กกำชายเสื้อแจ็คเก็ตของธันวาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ธันวา..." เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับลม "ทำไม... ทำไมค่าตัวเลขบนหน้าจอมันไม่ได้ขยับขึ้นตามความห่าง แต่... แต่มันกำลังวิ่งวนเป็นเลขเดิมซ้ำๆ ล่ะคะ"
ธันวาก้มลงมองหน้าจอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที ตัวเลขสีแดงฉานบนจอแสดงผลปรากฏเป็นเลข '4' สามตัวติดกัน และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... เข็มทิศดิจิทัลบนเครื่องกำลังหมุนวนเป็นวงกลมทวนเข็มนาฬิกາอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่ไม่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงอยู่แถวนี้เลย
"ระบบรันนิ่งผิดพลาดมั้งครับ... เอ๊ย! ระบบรันนิ่งผิดพลาดค่ะ" ธันวาเผลอหลุดปากใช้สรรพนามผิดเพราะความประหม่าที่แขนของพริมโรสเบียดชิดกับต้นแขนของเขาแน่นเกินไป
"ฮึ! ปากแข็งนักนะคะคุณโปรดิวเซอร์ เมื่อกี้ยังพูดครับอยู่เลย กลัวจนสติหลุดแล้วล่ะสิคะ" พริมโรสแอบยิ้มมุมปากทั้งที่ใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะกลัวผีในป่าช้า แต่เพราะกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ที่ผสมกับเหงื่อกาลานี้มันช่างทำเอาหัวใจเธอสั่นไหวอย่างประหลาด
*โคร้ง!*
เสียงโลหะหล่นกระทบพื้นดังสนั่นมาจากด้านในตัวเมรุร้าง ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว พริมโรสหวีดร้องออกมาเบาๆ ก่อนจะกระโดดกอดแขนธันวาเต็มแรง ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขาอย่างไร้สติ
"กรี๊ด! อะไรน่ะ! ผีหรือโจร หรือว่าศพฟื้นคืนชีพคะธันวา ช่วยฉันด้วย!"
"เงียบก่อนน่าคุณพริม! ตัวคุณหนักเหมือนช้างน้ำอยู่แล้ว ผมหายใจไม่ออก!" ธันวาโวยวายกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นแรงที่ดังแข่งกับเสียงจังหวะกลองในอก มือข้างหนึ่งที่ว่างถือไฟฉายส่องกราดไปทางต้นตอของเสียงอย่างระมัดระวัง
ลำแสงสีขาวสว่างจ้าแหวกความมืดสลัว เผยให้เห็นเงาร่างตะคุ่มของใครบางคนกำลังยืนอยู่หน้าเตาเผาศพที่ชำรุด เงานนั้นสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทสีดำสนิท และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ในมือของเงาร่างนั้นกำลังถือกล้องวิดีโอโบราณที่ส่องแสงไฟสีแดงกะพริบแปลกๆ
"เฮ้ย! ใครน่ะ! ออกมานะเว้ย!" ธันวาตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไม่อาจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้
เงาร่างนั้นค่อยๆ หมุนตัวกลับช้าๆ ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมด้วยกลไกโบราณ ใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีดำถูกเงามืดบดบังจนมองไม่เห็นรายละเอียด มีเพียงริมฝีปากที่ยกยิ้มขึ้นอย่างน่าสยดสยอง และเสียงกระซิบแหบพร่าที่ลอยมาตามลมราวกับดังอยู่ข้างหูของทั้งคู่
*“ในที่สุด... ก็หากล่องความทรงจำเจอเสียที... เจ้าของตัวจริงกลับมาแล้วสินะคะ...”*
พริมโรสเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เสียงนั้น... ไม่ใช่เสียงของผู้ชาย หรือเสียงของผู้หญิง แต่มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างน่ากลัว เสียงเดียวกับที่ส่งข้อความประหลาดเข้ามือถือของธันวาเมื่อคืนก่อน!
ธันวารีบดึงพริมโรสมาหลบไว้ด้านหลังทันที สายตาดุดันจ้องเขม็งไปยังบุคคลปริศนา "คุณเป็นใคร เข้ามาในเขตหวงห้ามได้ยังไง!"
บุคคลในชุดดำไม่ตอบคำถาม แต่ค่อยๆ ยกกล้องวิดีโอในมือขึ้น เลนส์กล้องสีดำสนิทสะท้อนภาพของธันวาและพริมโรสที่ยืนตัวติดกัน ก่อนที่หน้าจอขนาดเล็กบนกล้องนั้นจะสว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีแบตเตอรี่!
และสิ่งที่ปรากฏบนจอภาพของกล้องโบราณนั้น... คือภาพสดของธันวาและพริมโรสในขณะนี้... แต่ทว่า ในกระจกสะท้อนด้านหลังของทั้งคู่ ไม่มีเงาของเมรุร้าง... มีเพียงเงาของโลงศพไม้เก่าแก่เจ็ดโลงที่ตั้งเรียงรายล้อมรอบตัวพวกเขาอยู่ โดยที่ความจริงแล้ว พื้นที่ตรงนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย!
มือถือในกระเป๋าเสื้อของธันวาสั่นครืดขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาหยิบมันขึ้นมาด้วยมือข้างที่สั่นเทา หน้าจอแสดงข้อความใหม่จากแอปพลิเคชันแชต์ที่ไม่ได้ถูกส่งมาจากพริมโรส แต่ส่งมาจากเบอร์แปลกปริศนาที่ไม่มีชื่อบันทึก...
*[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินจากเบอร์ไม่ทราบชื่อ]:*
*"หันกลับไปมองข้างหลังสิคะคุณธันวา... ตอนนี้เขากำลังยืนซ้อนทับร่างของคุณอยู่แล้วนะ"*
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความหลอนและอบอุ่นหัวใจกับตอนนี้นะคะ!
มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที•ตอนที่ 9
อุปกรณ์สืบสวนหรือของเล่น
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!