"บอกแล้วไงคะว่าไอ้กำไลหินมูเตลูเกรดเอของฉันน่ะ มันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ แต่นี่คุณธันวาเล่นเอาไปขว้างใส่หน้าผีตัวเมื่อกี้ซะกระเด็น! ทีนี้เป็นไงล่ะคะ... มืดสนิท แถมประตูเหล็กบานยักษ์นี่ก็ดันล็อกสนิทอย่างไร้ทางสู้!"
เสียงโวยวายของพริมโรสดังสะท้อนก้องไปทั่วโกดังร้างอับชื้น บรรยากาศรอบตัวมีเพียงกลิ่นฝุ่นเก่า ๆ และกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งจนแสบจมูก ความมืดมิดระดับมองไม่เห็นฝ่ามือตัวเองทำให้คนขี้กลัวอย่างเธอยิ่งต้องขยับเข้าไปเบียดชิดร่างสูงของโปรดิวเซอร์หนุ่มสายวิทยาศาสตร์โดยอัตโนมัติ สัมผัสจากเนื้อผ้าที่เสียดสีกันทำให้ธันวาต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติ แม้ในใจจะพยายามท่องตรรกะทางวิทยาศาสตร์เพื่อหักล้างความกลัว แต่เสียงฝีเท้าลากยาวประหลาดที่ดังมาจากมุมมืดด้านในสุดของโกดัง ก็ทำเอาขนแขนของเขา Stand up ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
"ถ้าคุณไม่เอาแต่กรี๊ดแล้วช่วยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแฟลชให้ผมดี ๆ เราคงไม่ต้องมาคลำทางหากลุ่มสายไฟในความมืดแบบนี้หรอกนะคะ คุณพริมโรส" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง ปากก็ว่าเขาแต่ปลายนิ้วที่ควควานหาข้อต่อแขนเสื้อของเกลับสั่นระริกจนน่าขัน
"ก็โทรศัพท์แบตฯ มันหมดเกลี้ยงตั้งแต่ตอนที่คุณบอกให้วิ่งหนีผีแม่ชีขาโก่งนั่นแล้วค่ะ! ว้าย! อะไรน่ะ... เมื่อกี้มีอะไรเย็น ๆ มาแตะที่ไหล่ฉัน!"
พริมโรสสะดุ้งสุดตัวจนเผลอกระโดดกอดเอวหนาของธันวาไว้แน่น ใบหน้าเนียนซุกเข้ากับแผงอกกว้างตามสัญชาตญาณความกลัวสุดขีด แรงปะทะกะทันหันทำให้ธันวาเซถอยหลังไปชนกับกองลังไม้เก่า ๆ จนเกิดเสียงดังโคร้งคราม แต่วินาทีนี้ไม่มีใครสนใจเสียงนั้นอีกแล้ว เมื่อความมืดรอบตัวเริ่มก่อตัวเป็นเงาประหลาดรูปร่างสูงใหญ่บิดเบี้ยว มันกำลังขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่จำแนกเพศไม่ออก
ธันวาเม้มปากแน่น ความเป็นห่วงพุ่งทะยานเหนือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด เขารวบตัวอินฟลูฯ สาวจอมโวยวายให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตนเอง มือหนาสะบัดหาท่อนเหล็กยาวที่บังเอิญคลำเจอแถวพื้นขึ้นมาถือไว้มั่น
"หลบอยู่ข้างหลังผม... อย่าหันไปมองเด็ดขาด" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบเบา ๆ ชิดริมหูของคนตัวเล็ก น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความกวนประสาท มีเพียงความจริงจังและปกป้องที่ทำเอาหัวใจดวงน้อยของพริมโรสเต้นรัวแรงจนแทบจะกระกระโดดออกมานอกอก
"คุณธันวา..." พริมโรสครางแผ่วเบา ความกลัวผีสางในตอนแรกพลันมลายหายไปเกือบหมดเมื่อถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นหลังกว้างตรงหน้า ทั้งที่บรรยากาศรอบตัวหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ แต่ตรงจุดที่ร่างของพวกเขายืนเบียดเสียดกันกลับร้อนผ่าวราวกับมีเตาผิงขนาดย่อมซ่อนอยู่
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อพวกเขาด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยของทีมงานกองถ่าย แต่ทว่า... เสียงนั้นกลับฟังดูเพี้ยนประหลาด และเงาดำที่ยืนขวางหน้าพวกเขากลับไม่ได้ถอยหนี กลับยิ่งย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นสาบสางรุนแรง
"จับมือผมไว้แน่น ๆ นะคะ..." ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน นิ้วมือเรียวยาวของเขาเอื้อมไปกุมมือบางที่สั่นเทาของพริมโรสไว้แน่นโดยไม่ลังเล แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ระทึกขวัญที่สุดในชีวิต แต่ปลายนิ้วที่เกี่ยวประสานกันนั้นกลับอบอุ่นเสียจนพริมโรสเผลอยิ้มออกมาท่ามกลางความมืด
แต่แล้ว... เสียงกระซิบที่ข้างหูขวาของธันวา ไม่ใช่เสียงของพริมโรส และไม่ใช่เสียงของเงาดำตรงหน้า แต่มันเป็นเสียงแหบพร่าชวนขนหัวลุกที่กระซิบชิดใบหูของเขาว่า...
*"ปล่อยมือมัน... แล้วหันมามองหน้าฉันสิ... ธันวา..."*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับความสัมพันธ์สุดปั่นในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ!
มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที•ตอนที่ 12
อย่าหันหลังให้ความมืด
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!