เสียงกระดาษปึกใหญ่กระทบลงบนพื้นโต๊ะทำงานไม้สักทองไม่ได้ดังสนั่นจนน่าตกใจ แต่น้ำหนักของมันกลับทิ้งร่องรอยความกดดันไว้กลางห้องประชุมสำนักพิมพ์อักษราภรณ์อย่างชัดเจน
“พวกเราไม่ได้พิมพ์หนังสือเพื่อขายความฝันอันเลื่อนลอยอีกต่อไปแล้วครับคุณอคิราห์”
เสียงของปราชญ์เรียบนิ่งและเย็นเยียบ ใบหน้าคมคายภายใต้กรอบแว่นโลหะสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวนวล บรรณาธิการบริหารหนุ่มประสานมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ดวงตาคมกริบมองลอดเลนส์แว่นราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคุณค่าของชีวิตมนุษย์ผ่านตัวเลขยอดขายในรายงานประจำไตรมาสที่ถูกปัดตก
อคิราห์นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของกวีหนุ่มประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ คล้ายกำลังเคาะจังหวะบทกวีที่ไร้เสียง
“นึกว่าคุณปราชญ์จะเชื่อมั่นในพลังแห่งถ้อยคำมากกว่ากำไรขาดทุนเสียอีกนะครับ หรือว่าเก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่มันทำให้สายตาของคุณสั้นลงจนมองไม่เห็นความหมายระหว่างบรรทัดเสียแล้ว” อคิราห์เอ่ยตอบ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมดريดแทงลึกถึงจิตวิทยาของอีกฝ่าย
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นในทันที พนักงานกองบรรณาธิการหลายคนที่ยืนอยู่มุมห้องต่างกลั้นหายใจ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงท่ามกลางสงครามเย็นระหว่างสองขั้วอำนาจทางความคิดที่ขับเคี่ยวกันมานาน
ตั้งแต่รุ่งอรุณของสัปดาห์นี้ ทิศทางของสำนักพิมพ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระแสต่อต้านบทกวีแนวปรัชญาและงานเขียนที่ตั้งคำถามต่อระบบโครงสร้างสังคมเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชเชียบแต่รุนแรง มีจดหมายสนเท่ห์และบทความวิจารณ์โจมตีตัวตนของ "ปราชญ์" ในฐานะผู้ผลักดันงานวรรณกรรมที่ "เป็นพิษต่อเยาวชน" ถูกส่งเข้ามาที่โต๊ะทำงานของฝ่ายบริหารไม่เว้นแต่ละวัน แรงกดดันจากบอร์ดบริหารและกลุ่มทุนกำลังบีบให้สำนักพิมพ์ต้องเลือกข้าง ระหว่างการรักษาอุดมการณ์ทางวรรณกรรม กับการเอาตัวรอดในตลาดหนังสือที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งความฉาบฉวย
ปราชญ์ไม่แสดงความโกรธออกมาให้เห็น ชายหนุ่มเพียงแต่ถอดแว่นสายตาออกช้าๆ ใช้ผ้าเช็ดเลนส์เนื้อน细ผืนเล็กเช็ดทำความสะอาดอย่างใจเย็น เป็นจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมที่ใช้ถ่วงเวลาและกดดันคู่สนทนาให้รู้สึกกระวนกระวายใจไปเอง
“ถ้อยคำเป็นอาวุธที่ทรงพลังครับคุณอคิราห์ แต่มันก็เป็นดาบที่ย้อนกลับมาแทงผู้สร้างได้เช่นกัน” ปราชญ์สวมแว่นกลับเข้าไปแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ “คุณคิดว่ากวีนิพนธ์เล่มล่าสุดของคุณที่กำลังจะตีพิมพ์ จะรอดพ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องการบ่อนทำลายความมั่นคงทางจิตวิทยาของสังคมไปได้สักกี่น้ำ”
“ถ้าความมั่นคงของสังคมคุณต้องแลกมากับการปิดปากคนที่พูดความจริง... มันก็คงเป็นสังคมที่น่าสมเพชเสียยิ่งกว่ากระดาษชำระพวกนี้เสียอีกนะครับ” อคิราห์ตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคู่นั้นไหววูบด้วยไฟแห่งอุดมการณ์ที่ไม่มีวันมอดดับ
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังเชือดเฉือนกันด้วยคารมและความคิด เสียงเคาะประตูก็จังหวะรัวเร็วก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
พนักงานฝึกงานสาวคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาด้วยใบซีดเผือด เธอยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลยับยู่ยี่ให้ปราชญ์ด้วยมือที่สั่นเทา “ท่านประธาน... และคุณปราชญ์คะ มีจดหมายด่วนที่สุดส่งถึงกองบรรณาธิการ... มันมาจากกระทรวงวัฒนธรรมครับ”
ปราชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารับซองเอกสารมาเปิดออกอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองตัวอักษรบนกระดาษหัวครุฑสีทองเพียงไม่กี่วินาที ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจกลับเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง
อคิราห์สังเกตเห็นความผิดปกติในแว่นตาและกล้ามเนื้อกรามที่ขบเข้าหากันของอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความสงสัย
“มีเรื่องสนุกอะไรเกิดขึ้นอีกหรือครับ หรือว่ากองเซ็นเซอร์เขาอยากจะแต่งกลอนให้ผมฟังฟรีๆ สักบท”
ปราชญ์เงยหน้าขึ้นจากกระดาษแผ่นนั้น ดวงตาที่เคยคมปลาบกลับฉายแววความตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความสุขุม เขาวางจดหมายฉบับนั้นลงบนโต๊ะให้อคิราห์เห็นข้อความด้านล่างชัดๆ
คำสั่งระงับการจัดพิมพ์ผลงานทุกชิ้นของอคิราห์ และการตรวจสอบภายในสำนักพิมพ์อักษราภรณ์ข้อหาเผยแพร่เนื้อหาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน—ทว่าสิ่งที่ทำให้ปราชญ์ช็อกยิ่งกว่า คือลายเซ็นที่กำกับอยู่ด้านล่างสุดของเอกสาร
มันไม่ใช่ลายเซ็นของข้าราชการระดับสูงคนไหน... แต่เป็นชื่อของ "ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ" ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารสำนักพิมพ์ไปเมื่อสามเดือนก่อน และคนๆ นั้นก็คือบิดาแท้ๆ ของปราชญ์เอง
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที อคิราห์หันไปมองหน้าปราชญ์ ชายผู้เชื่อมั่นในกรอบระเบียบและตระกูลอัน ภูมิฐาน ตอนนี้กลับกำลังตระหนักว่ากรงขังที่เขาภาคภูมิใจนักหนา กำลังพังทลายลงมาทับถมตัวเขาเองจากน้ำมือของคนที่เขารักและเคารพที่สุด
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดลงที่หน้าประตูห้องประชุมที่เปิดแง้มไว้
แสงไฟจากโถงทางเดินสะท้อนเงาร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบ เขาก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอการอนุญาต ดวงตาคู่นั้นคมดุถอดแบบมาจากปราชญ์ไม่มีผิดเพี้ยน กวาดมองกวีหนุ่มและบรรณาธิการหนุ่มด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงประกาศิตแห่งการทำลายล้าง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับถ้อยคำเหล่านี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 13
ฤดูกาลที่ผันแปร
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!