วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 12

คำสัญญาที่ยังไม่ถูกเขียน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
ปลายปากกาหมึกซึมของอคิราห์หยุดชะงักลงกลางอากาศ รอยหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ แตกกระจายออกเป็นรูปดอกไม้สีช้ำเลือดช้ำหนอง ราวกับภาพสะท้อนของความคิดในหัวของเขาเวลานี้ "คุณกำลังเขียนคำอธิบายความพ่ายแพ้ของตัวเอง หรือกำลังพยายามหาข้อแก้ตัวให้สำนักพิมพ์กันแน่ครับ อคิราห์" เสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทดังขึ้นจากมุมห้อง ปราชญ์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารบนตัก แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงบนสันกรามคมคายและเงาตกกระทบที่พาดผ่านใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทำให้ชายหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารดูราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้ความปรานี แต่กลับทรงพลังจนยากจะละสายตา อคิราห์แค่นหัวเราะในลำคอ วางปากกาลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนในห้องสมุดร้างผู้คนของสถานีรถไฟสายเก่าที่ถูกเปลี่ยนเป็นหอพักชั่วคราว กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยวนอยู่ในอากาศราวกับมวลอารมณ์ที่อัดอั้น "ผมไม่ได้เขียนข้อแก้ตัว ปราชญ์" อคิราห์ตอบเสียงราบเรียบ แต่แววตาคมกริบไหวระริก "ผมแค่กำลังบันทึกความจริง... ความจริงที่ว่า บทกวีไม่ควรถูกจำกัดด้วยจำนวนคำ บรรทัด หรือแม้แต่กรอบผลกำไรที่คุณพยายามตีราคาซื้อมัน" ปราชญ์ปิดแฟ้มเอกสารเสียงดังสนั่น *ปัง* ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทันที ทั้งคู่ต่างจ้องมองกันและกันผ่านความมืดสลัว ราวกับนักดาบสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันบนลานประลอง ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง แต่วิญญาณกลับบาดเจ็บล้มตายไปนับครั้งไม่ถ้วน ความแตกต่างระหว่างพวกเขาคือเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง "ศิลปะ" กับ "พาณิชย์" ระหว่าง "อิสรภาพ" กับ "หน้าที่" แต่น่าแปลกที่แรงดึงดูดระหว่างขั้วตรงข้ามนี้กลับรุนแรงเสียจนเกือบจะแผดเผาตัวตนของพวกเขาทั้งคู่ ปราชญ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละก้าว ฝีเท้าของเขามั่นคง ไร้เสียง แต่กดดันจนอคิราห์ต้องขยับตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "คุณคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องที่กำลังถูกโลกลากมาเหยียบย่ำอย่างนั้นสินะครับ" ปราชญ์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาลดandลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่เจือความหงุดหงิด "ตื่นจากความฝันได้แล้ว อคิราห์ บทกวีของคุณจะมีความหมายอะไร หากมันนอนตายอยู่ก้นลิ้นชักที่ไม่มีใครเปิดอ่าน? หากไม่มีผมคอยขัดเกลา ไม่มีสำนักพิมพ์ของผมคอยแบกรับความเสี่ยง ชื่อของคุณก็เป็นแค่เศษกระดาษเปื้อนหมึกราคาถูกเท่านั้น!" คำพูดนั้นเฉียบคมราวกริบมีด มันกรีดลึกเข้าไปในปมในใจของอคิราห์—ความกลัวที่ว่างานเขียนของตนไม่มีค่าพอ และความทรงจำอันแตกสลายเกี่ยวกับพ่อผู้เป็นกวีตกยากที่ตายอย่างไร้ชื่อเสียง ดวงตาของอคิราห์วาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะและความเจ็บปวด หมัดของอคิราห์กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน แต่แทนที่จะตะโกนตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราด เขากลับเลือกใช้รอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ซึ่งเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดของเขา "ถ้างานของผมมันไร้ค่าและเป็นแค่ภาระ... ทำไมคุณถึงยังนั่งอยู่ที่นี่กับผมล่ะครับ?" อคิราห์กระซิบ เสียงทุ้มต่ำแต่บาดลึก "ทำไมบรรณาธิการผู้ยิ่งใหญ่ ถึงต้องตามตื้อกวีไร้อันดับคนนี้มาจนถึงสุดปลายรางรถไฟสายนี้ด้วย? หรือว่า... คุณกลัวว่าถ้าไม่มีผม คุณก็จะไม่มีวันค้นพบว่าจิตวิญญาณที่แท้จริงภายใต้หน้ากาก ‘สมบูรณ์แบบ’ ของคุณ มันหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่" ปราชญ์ชะงักไป ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ความเปราะบางถูกเปิดเผยออกมา ก่อนที่มันจะถูกกลบฝังด้วยเกราะกำบังอันเย็นชาตามเดิม ความเงียบงันกลับมาทาบทับอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันอัดแน่นไปด้วยแรงปรารถนาอันซับซ้อน ความโกรธเกรี้ยว และความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ทั้งคู่ต่างหวาดกลัวที่จะยอมรับ ปราชญ์ถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ใคร "คุณนี่มัน... ปากค้าร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยนเลยนะครับ อคิราห์" ปราชญ์เอ่ยเสียงเบา ทว่าแฝงความยอมจำนนบางอย่าง "ตกลง... ผมยอมแพ้ในความดื้อรั้นของคุณแล้ว" อคิราห์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "คุณหมายความว่าอย่างไร" ปราชญ์หยิบกระดาษแผ่นที่อคิราห์เพิ่งทำหมึกหยดใส่ขึ้นมาพิจารณา สายตาของเขาอ่อนลงเมื่อกวาดมองตัวอักษรลายมือหวัดๆ แต่เต็มไปด้วยพลังชีวิตนั้น "เราจะเดินทางต่อไปด้วยกัน" ปราชญ์เงยหน้าขึ้นสบตา "คุณเขียนในแบบที่คุณต้องการ ส่วนผมจะทำหน้าที่ปกป้องผลงานของคุณจากโลกที่โหดร้ายใบนี้เอง... นี่คือข้อเสนอจากบรรณาธิการที่ไม่อาจปฏิเสธได้ครับ อคิราห์" อคิราห์จ้องมองใบหน้าของชายตรงข้าม หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างแรง ความหวาดกลัวที่จะต้องผูกพันกับใครสักคนปะทะเข้ากับความโหยหาที่จะมีผู้ร่วมทางในเส้นทางอันโดดเดี่ยวนี้ สุดท้าย มุมปากของกวีหนุ่มก็คลี่ยิ้มออกมา—รอยยิ้มที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปี "ตกลงครับ... ปราชญ์" อคิราห์เอ่ยรับคำ พร้อมยื่นมือออกไป "ร่วมเดินทางด้วยกัน จนกว่าหมึกในปากกาหยดสุดท้ายจะหมดลง" ปราชญ์นิ่งมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาจับตอบสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคง มันคือพันธสัญญาที่ไม่ได้ถูกเขียนลงบนกระดาษ แต่ถูกสลักไว้ด้วยวิญญาณของพวกเขาทั้งสอง ทว่า ในขณะที่ปลายนิ้วของพวกเขากำลังจะประสานเข้าหากันสนิท เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหันที่ทางเดินด้านนอก—*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*—ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งที่หนักแน่นและไร้ซึ่งความลังเล ทั้งอคิราห์และปราชญ์ชะงักค้าง ปลดมือออกจากกันโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณความระแวงระวังตื่นตัวขึ้นพร้อมกันในเสี้ยววินาที ประตูไม้เก่าแก่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับสายลมเย็นเยียบที่พัดหอบเอาเศษกระดาษชิ้นหนึ่งปลิวตกลงมาบนโต๊ะทำงานตรงหน้าพวกเขา บนกระดาษแผ่นนั้น ไม่มีตัวอักษรบทกวีใดๆ มีเพียงข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตาอย่างประหลาด: *‘ยินดีด้วยกับการร่วมทาง... แต่ระวังตัวไว้ให้ดี เพราะบทที่สิบสาม จะไม่มีวันเริ่มต้นขึ้น หากความลับของพวกคุณยังถูกปิดบัง’* ดวงตาของปราชญ์หรี่แคบลงทันทีเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความนั้น ส่วนอคิราห์หน้าถอดสีเมื่อตระหนักได้ว่า ลายมือที่ปรากฏบนกระดาษแผ่นนั้น คือลายมือของคนตายที่เขาเพิ่งฝังศพไปเมื่อสามเดือนก่อน... *** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับถ้อยคำเหล่านี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%