วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 14

คมหอกแห่งการวิจารณ์

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นกระดาษสาเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกาแฟดำเข้มข้นในห้องรับรองวีไอพีของหอศิลป์แห่งชาติ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นราวกับถูกแช่แข็งด้วยสายตาของคนกลุ่มใหญ่ที่จับจ้องมายังจุดศูนย์กลางของห้อง "บทกวีที่ปราศจากรากเหง้า ก็เป็นเพียงแค่ลมปากที่พัดผ่านความว่างเปล่า... คุณปราชญ์ ในฐานะบรรณาธิการบริหาร คุณปล่อยให้งานเขียนไร้แก่นสารแบบนี้หลุดรอดสายตามาตีพิมพ์ได้อย่างไร หรือมาตรฐานของสำนักพิมพ์ระดับประเทศในตอนนี้ ลดลงจนยอมรับเอา 'ความฟוּมฟาย' ของเด็กหนุ่มไร้เดียงสามาเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกแล้วหรือครับ" เสียงหัวเราะในลำคอของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธีรภัทร ดังขึ้นอย่างเยียบเย็น นักวิจารณ์อาวุโสผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการวรรณกรรมอนุรักษนิยม ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบขึ้นจิบช้าๆ สายตาภายใต้กรอบแว่นทองคำกวาดมองร่างโปร่งของปราชญ์ที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า ปราชญ์ยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นได้อย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความรู้สึก มือเรียวยาวประสานกันไว้ที่หน้าท้อง นิ้วโป้งเคาะเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ—ภาษากายที่แสดงออกถึงการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยวงล้อมของนักวิจารณ์รุ่นลายครามที่พร้อมรุมทึ้งงานกวีชุดใหม่ล่าสุดที่สำนักพิมพ์ของเขาเพิ่งเข็นออกสู่ตลาด "ความว่างเปล่าที่ท่านศาสตราจารย์กล่าวถึง..." ปราชญ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำในยามปราศจากลม "อาจเป็นพื้นที่ว่างที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ใส่จิตวิญญาณของตนเองลงไป มากกว่าจะยัดเยียดกรอบเกณฑ์เก่าๆ ที่ถูกกัดกร่อนจนผุกرอนตามกาลเวลา" รอยยิ้มบนใบหน้าของศาสตราจารย์ธีรภัทรหุบลงทันที บรรยากาศในห้องรับรองพลันตึงเครียดขึ้นจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของแขกผู้มีเกียรติรายอื่นที่ยืนล้อมวง ก่อนที่ความเงียบงันจะถูกฉีกด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนครั้งใหม่ ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงผลักที่หนักแน่นพอสมควร ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้ม ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้ามั่นคง ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ทั้งหมดภายในเสี้ยววินาที อคิราห์มาถึงแล้ว และเขารับรู้ทุกถ้อยคำที่ถูกสาดใส่ก่อนหน้านี้ผ่านประตูที่ปิดไม่สนิท กวีหนุ่มผู้รักอิสระไม่ได้เดินตรงเข้าไปหาปราชญ์ทันที ทว่าเขากลับหยุดยืนอยู่ตรงข้ามกับกลุ่มนักวิจารณ์สายอนุรักษนิยม รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความขบขัน หากแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอันเงียบงัน "ถ้ากวีคือลมปากที่ไร้แก่นสารอย่างที่ท่านศาสตราจารย์ว่า..." อคิราห์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงกังวานทุ้มสะท้อนไปทั่วห้อง "เหตุใดท่านจึงต้องระดมพลนับสิบชีวิตมานั่งวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อพยายามดับลมกองนั้นให้มอดดับไปเล่าครับ หรือว่าลมปากของเด็กหนุ่มคนนี้ กำลังพัดพาความจริงบางอย่างที่พวกท่าน... กลัวที่จะได้ยิน" สายตาทุกคู่หันขวับมามองผู้มาใหม่ ศาสตราจารย์ธีรภัทรหรี่ตาลงมองกวีหนุ่มหัวรั้นผู้นี้ด้วยความรู้สึกดูแคลนระคนฉุนเฉียว "อคิราห์... เจ้าของนามปากกา 'บทกวีใต้ร่มเงา' สินะ" นักวิจารณ์อาวุโสแค่น "การที่คุณใช้ถ้อยคำโวหารฟูมฟายเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอทางโครงสร้าง มันไม่ได้ทำให้งานของคุณมีคุณค่าขึ้นมาหรอกนะ มันเป็นเพียงแค่การระบายอารมณ์ของเด็กมีปัญหาที่เรียกร้องความสนใจจากสังคม" ปราชญ์เหลือบสายตาขึ้นมองอคิราห์เล็กน้อย แววตาคู่คมมีความไหววูบชั่วพริบตา—ความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความเยือกเย็น เขารู้ดีว่าอคิราห์เกลียดการถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ และการถูกโจมตีในที่สาธารณะเช่นนี้อาจทำให้อารมณ์ของกวีหนุ่มหลุดการควบคุม ทว่าอคิราห์กลับระบายยิ้มกว้างขึ้น เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างปราชญ์ ระยะห่างระหว่างร่างทั้งสองใกล้ชิดกันจนปราชญ์สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของกวีหนุ่ม ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เคยคานอำนาจกันอยู่เสมอ บัดนี้กลับหลอมรวมเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจอย่างแนบเนียน "ท่านพูดถูกครึ่งหนึ่งครับ ศาสตราจารย์..." อคิราห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าคมกริบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ "งานของผมมันคือการระบายอารมณ์... อารมณ์ของมนุษย์จริงๆ ที่ถูกกดทับภายใต้กรอบศีลธรรมจอมปลอมที่พวกท่านสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความไร้ความสามารถของตัวเองในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่" "นี่คุณ!" หนึ่งในคณะกรรมการวิจารณ์รุ่นใหญ่ส่งเสียงตวาดด้วยความโกรธ อคิราห์ไม่ได้สนใจเสียงนั้น เขาหันไปสบตากับปราชญ์ ชั่วขณะนั้น บทสนทนาที่ไม่มีเสียงดังขึ้นระหว่างคนทั้งคู่—สายตาที่สื่อสารกันอย่างไร้รอยต่อ ปราชญ์ส่งสัญญาณเตือนผ่านแววตา ขณะที่อคิราห์ตอบกลับด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณที่พวกเขาช่วยกันปั้นแต่งขึ้นมา "พวกท่านบอกว่างานของเราไร้รากเหง้า..." อคิราห์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะยาวที่วางต้นฉบับกวีเล่มล่าสุด วางมือลงบนปกกระดาษสาเรียบๆ นั้นอย่างทะนุถนอม "แต่รากเหง้าที่พวกท่านโหยหามันเน่าเฟะจนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปหมดแล้ว ท่านไม่อยากให้ใครขุดคุ้ยความจริงใต้พรม ก็เลยพยายามบอกว่าบทกวีที่พูดถึงความเจ็บปวด ความพังทลาย และความจริงของมนุษย์ เป็นสิ่ง 'ไร้รสนิยม' อย่างนั้นสินะครับ" ความเงียบสงัดปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง ศาสตราจารย์ธีรภัทรหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธจัด มือที่ถือถ้วยชาสั่นเทาเล็กน้อย ปราชญ์ขยับตัวเล็กน้อย ร่างสูงสง่าก้าวมาบังรัศมีการคุกคามของนักวิจารณ์อาวุโสไว้ครึ่งหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ การปกป้องที่แสดงออกผ่านการกระทำอันเงียบเชียบนี้ ทำให้หัวใจของอคิราห์กระตุกวูบอย่างประหลาด "การวิจารณ์วรรณกรรมควรอยู่บนพื้นฐานของการถกเถียงทางความคิด ไม่ใช่การใช้อำนาจครอบงำเพื่อฆ่าตัดตอนงานเขียนที่อยู่นอกเหนือการควบคุม..." ปราชญ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด บดบังรัศมีของบรรณาธิการผู้ยอมหักไม่ยอมงอได้อย่างสมบูรณ์แบบ "และสำนักพิมพ์ของเรา ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะลดมาตรฐาน เพียงแต่เรากล้าพอที่จะเปิดรับ... เสียงที่พวกท่านพยายามปิดตายมาตลอดหลายสิบปีต่างหากครับ" ศาสตราจารย์ธีรภัทรสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับโทสะ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายชรา "ดี... ดีมาก พวกลัทธิบูชาความแปลกแยก ทั้งบรรณาธิการที่ไร้สามัญสำนึกและกวีที่หลงตัวเอง พวกเธอคิดว่าลำพังคำพูดสวยหรูพวกนี้จะปกป้องหนังสือเล่มนี้จากการคว่ำบาตรทางวัฒนธรรมได้จริงๆ หรือ?" นักวิจารณ์อาวุโสหัวเราะในลำคอ "คอยดูเถอะ ว่าสมาคมวรรณกรรมจะจัดการอย่างไรกับงานขยะชิ้นนี้" สิ้นคำขู่ ศาสตราจารย์ธีรภัทรก็สะบัดชายเสื้อเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง ทิ้งให้คณะกรรมการคนอื่นๆ รีบกรูตามออกไปด้วยความกระอักกระอ่วน ทิ้งความเงียบงันและกลิ่นอายของสงครามน้ำลายไว้เบื้องหลัง เมื่อประตูห้องปิดสนิทลง บรรยากาศรอบกายจึงผ่อนคลายลงบ้าง อคิราห์ถอนหายใจยาว พรูลมหายใจออกทางปากเพื่อระบายความอัดอั้น เขากลับหันมามองคนข้างกายที่ยังคงยืนนิ่งสนิท "คุณไม่น่าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงปะทะตรงๆ เลยนะ อคิราห์" ปราชญ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความระอาเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง "การเป็นศัตรกับสมาคมนักวิจารณ์ในตอนนี้ ไม่ใช่ผลดีต่อตัวคุณเอง" "แล้วจะให้ผมยืนมองคนพวกนั้นเหยียบย่ำหยาดเหงื่อที่คุณพยายามผลักดันมาตลอดหลายเดือนหรือครับ?" อคิราห์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบรรณาธิการหนุ่ม "ผมไม่ใช่คนใจกว้างพอที่จะทนดูใครมาดูถูกงานของเรา... โดยเฉพาะงานที่เราสองคนร่วมกันสร้างมันขึ้นมา" คำว่า 'เราสองคน' ทำให้ปราชญ์ชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยถูกกักเก็บไว้ในกรอบกฎเกณฑ์อันเข้มงวดกระตุกวูบอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่าความรู้สึกที่เขามีต่อกวีหนุ่มคนนี้ก้าวล้ำเส้นแบ่งระหว่างบรรณาธิการกับนักเขียนไปไกลโขแล้ว และมันอันตรายยิ่งกว่าสงครามกับนักวิจารณ์เสียอีก ก่อนที่ปราชญ์จะทันได้เอ่ยคำใดแก้เก้อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ สחัดจังหวะความเงียบที่กำลังก่อตัวเป็นความวาบหวามในอก ประตูเปิดอ้าออกเล็กน้อย พร้อมกับการปรากฏตัวของเลขาฯ หน้าห้องที่ถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะสีน้ำตาลเข้มสีคุ้นตา สีหน้าของเธอตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด "คุณปราชญ์คะ... มีเอกสารด่วนส่งตรงมาจากกองตรวจพิจารณาของกระทรวงครับ" เลขาฯ สาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะยื่นซองเอกสารนั้นให้ "พวกเขา... พวกเขาสั่งระงับการจัดจำหน่ายหนังสือรวมบทกวีเล่มนี้อย่างเป็นทางการแล้วค่ะ ด้วยข้อหา... มีเนื้อหาบ่อนทำลายศีลธรรมอันดีงามของสังคม" ปราชญ์รับซองเอกสารนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่มั่นคง ทว่าสันกรามของเขากลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน อคิราห์ก้าวเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้ามองเอกสารตราครุฑที่อยู่ในมือของบรรณาธิการหนุ่ม ข้อความสั่งระงับพิมพ์เด่นชัดอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของอคิราห์กลับไม่ใช่คำสั่งห้าม หากแต่เป็นลายเซ็นที่กำกับอยู่ด้านล่างสุดของเอกสาร ลายเซ็นที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัว—ลายเซ็นของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตระกูลของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้เอง ปราชญ์ชะงักค้าง สายตาคมกราบกวาดมองชื่อผู้สั่งการในเอกสารนั้น ร่างกายทั้งร่างพลันเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา—คำสั่งนี้ไม่ได้มาจากสมาคมนักวิจารณ์อนุรักษนิยมภายนอก แต่มันมาจาก 'ห้องทำงานส่วนตัว' ของบิดาแท้ๆ ของเขาเอง ผู้ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดเหนือสำนักพิมพ์แห่งนี้ทั้งหมด! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับถ้อยคำเหล่านี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%