"ตัวอักษรพวกนี้... กำลังพยายามฆ่าคุณอย่างช้าๆ หรือคุณกำลังใช้มันฆ่าความทรงจำกันแน่ครับ, อคิราห์"
เสียงทุ้มต่ำของปราชญ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝนโปรยปราย บรรณาธิการบริหารหนุ่มไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากต้นฉบับในมือ นิ้วเรียวยาวภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนเรียบร้อยกำลังพลิกกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับแพทย์กำลังผ่าตัดเปิดแผลเพื่อหาเนื้อร้าย
อคิราห์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ริมหน้าต่างบานใหญ่ที่หยาดน้ำฝนกำลังเกาะพราวเป็นสาย กวีหนุ่มยกแก้วเซรามิกบรรจุชาเขียวอุ่นขึ้นจิบ ปล่อยให้ไอความร้อนสัมผัสกับปลายนิ้วที่เย็นเฉียบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุด1หมาย ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ตอบคำถามที่คมคายเกินกว่าจะเอื้อAนเอ่ยเป็นคำพูด
"คุณแปลกคนดีนะครับ ปราชญ์" อคิราห์กล่าวขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงรอยยิ้มหยันในที "คนอื่นเขาซื้อหากาแฟเพื่อความตื่นตัว แต่คุณกลับแบกกองต้นฉบับหนาเตอะมาหาผมถึงสตูดิโอเล็กๆ ในวันที่พายุเข้า เพื่อมาบอกว่างานเขียนของผมมันเป็นพิษอย่างนั้นหรือ"
"มันไม่ใช่พิษร้าย แต่มันคือกระจกเงา" ปราชญ์วางต้นฉบับลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดังทุ้มต่ำในห้องที่เงียบสงัด เขาถอดแว่นสายตาออกแล้ววางไว้ข้างๆ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาสีเข้มจ้องมองอีกฝ่ายอย่างวิเคราะห์ "กระจกที่สะท้อนว่า... คุณยังคงติดอยู่ในห้องขังที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้นเมื่อสิบปีก่อน"
บรรยากาศภายในห้องลดอุณหภูมิลดลงฉับพลัน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า หากแต่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมทางจิตวิทยา สองคน สองขั้วความคิด หนึ่งคือนักเขียนผู้บูชาอิสรภาพและปล่อยให้หัวใจแตกสลายเพื่อแลกกับความงามของบทกวี อีกหนึ่งคือบรรณาธิการผู้เชื่อมั่นในระเบียบวินัยและการควบคุมโครงสร้างเพื่อสร้างสรรค์วรรณกรรมที่ทรงพลัง ทั้งคู่ยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ ทว่ากลับดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงโน้มถ่วงทางจิตวิญญาณที่ปฏิเสธไม่ได้
ปราชญ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ตรงหน้าหน้าต่าง ใกล้กับที่อคิราห์นั่งอยู่ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยมาแตะจมูก กวีหนุ่มเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายผู้กุมชะตากรรมงานเขียนของเขา ปราชญ์เป็นคนประเภทที่สมบูรณ์แบบในทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าในแววตานั้น... อคิราห์มักจะมองเห็นเงาความโดดเดี่ยวที่คล้ายคลึงกับตนเองอย่างน่าประหลาด
"คุณกลัวความสุขใช่ไหมครับ, อคิราห์" ปราชญ์เอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดผ่านอากาศ "ทุกครั้งที่บทกวีของคุณเริ่มมีความหวัง คุณมักจะหักดิบมันด้วยความโศกเศร้าเสมอ เพราะลึกๆ แล้วคุณกลัวว่า... ถ้ามีความสุข คุณจะไม่มีเหตุผลให้อ่านงานเขียนของตัวเองอีกต่อไป"
อคิราห์ชะงักไปชั่วขณะ แก้วชาในมือสั่นไหวเล็กน้อย น้ำสีเขียวมรกตกระเพื่อมเป็นวงกลมสะท้อนภาพแสงไฟสลัวจากเพดาน คำพูดนั้นแทงทะลุเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นมานานนับปีได้อย่างแม่นยำ ราวกับปราชญ์ได้เปิดลิ้นชักความลับที่เขาซ่อนไว้ลึกที่สุดในใจ
"คุณเข้าใจผมมากเกินไปแล้ว ปราชญ์" อคิราห์เงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่า "หรือบางที... คุณก็แค่มองหาเงาตัวเองในตัวผม เพราะครอบครัวตระกูลผู้ดีของคุณ ก็ไม่ได้มอบความอบอุ่นให้คุณต่างจากสิ่งที่ผมเจอมาหรอก"
ไม่มีความโกรธเคืองในคำพูดนั้น มีเพียงความเข้าใจอันเจ็บปวดระหว่างคนสองคนที่ถูกความโดดเดี่ยวหล่อหลอมจนเติบโต ปราชญ์นิ่งงันไปชั่วครู่ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางที่หาดูได้ยาก เขายื่นมือออกไปรินชาอุ่นๆ เติมลงในแก้วให้อคิราห์อย่างเงียบๆ สัมผัสของปลายนิ้วที่เฉียดผ่านกันเพียงแผ่วเบาสร้างกระแสความรู้สึกประหลาดที่ร้อนรุ่มยิ่งกว่าไอชา
"บางที... เราอาจจะกำลังเยียวยากันและกัน ผ่านงานเขียนและถ้อยคำที่เราเกลียดชังก็ได้นะครับ" ปราชญ์กระซิบแผ่วเบา ขณะโน้มตัวลงมาใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังเปราะบางและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก้องกังวานและเร่งRีบ ทำลายความเงียบงันลงสิ้นเชิง
ปราชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ ขณะที่อคิราห์หันไปมองประตูด้วยความประหลาดใจ ใครกันที่จะมาหาพวกเขาในยามวิกาลท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำเช่นนี้
กวีหนุ่มลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูช้าๆ สายตาคมกอดรับกับความมืดสลัวของทางเดินด้านนอก ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อพบกับร่างระหงของหญิงสาวปริศนาในชุดเปียกโชก เธอยืนหลบฝนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าซีดเซียวหยาดน้ำฝนผสมกับน้ำตา และในมือเรียวเล็กนั้น... เธอกำสมุดบันทึกเล่มหนาปกหนังสีดำสนิทเอาไว้แน่น—สมุดบันทึกเล่มเดียวกับที่สูญหายไปพร้อมกับความทรงจำในอดีตเมื่อสิบปีก่อน
"ฉันคิดว่า... คุณคงกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่ครับ, อคิราห์" หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่นเครือ พร้อมกับยื่นสมุดเล่มนั้นเข้ามาในแสงไฟ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับถ้อยคำเหล่านี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 15
จิบน้ำชาในวันฝนตก
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!