เศษกระจกใสที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นสะท้อนแสงไฟนีออนสลัวจากด้านนอก ราวกับเศษดาวที่ร่วงหล่นลงมาในนรกอเวจี กลิ่นดินปืนจาง ๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กของเลือดที่เริ่มซึมผ่านเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของคิรากร
"ริน! หลบไป!"
เสียงคำรามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าในวินาทีเป็นตายเท่ากันนี้ รินกลับไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เด็กหนุ่มสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงกระสุนนัดที่สองที่เจาะฝังลงบนกรอบหน้าต่างไม้ คืออัตราการเต้นของหัวใจที่แนบชิดอยู่ตรงหน้าอกแกร่ง
แรงปะทะจากการดึงรั้งทำให้ร่างทั้งสองล้มกลิ้งลงไปหลบหลังโซฟาตัวหนา คิรากรใช้ร่างกายของตนเองปกป้องรินไว้อย่างมิดชิด แขนข้างหนึ่งโอบเอวบางไว้แน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน ขณะที่มืออีกข้างชักอาวุธปืนพกสีดำสนิทออกมาจากสูทอย่างไร้เสียง
"คุณ... เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" รินเอ่ยถาม เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดกระทบเข้ากับลำคอแกร่ง ดวงตาสีรัตติกาลของอีกฝ่ายที่มองตรงมาเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและ... ความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความนิ่งสงบอย่างมิดชิด ซึ่งมีเพียงรินเท่านั้นที่มองเห็นมันทะลุปรุโปร่ง
"ฉันไม่ใช่เด็กอมมือที่จะต้องให้มาเป็นห่วง ริน" คิรากรเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องด้วยสัญชาตญาณนักล่า "อยู่ตรงนี้ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด"
"พูดบ้าอะไรเล่า กระสุนมันเฉียดหัวคุณไปแค่คืบเดียวนะ!" รินสวนกลับทันควัน มือเรียวเอื้อมไปคว้าชายเสื้อสูทของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างที่ตีรันอยู่ในอกทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้... สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการสูญเสียผู้ชายคนนี้ต่างหาก
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก มากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน เป้าหมายของพวกมันชัดเจน... ต้องการปิดปากพยานและทำลายความลับที่ถูกฝังกลบไว้ในตระกูลคิรากรมานานนับทศวรรษ
แต่ทว่า ก่อนที่เสียงปืนนัดถัดไปจะคำรามขึ้น ประตูห้องทำงานลับที่ควรจะถูกล็อกสนิทกลับถูกถีบกระเด็นด้วยแรงมหาศาล!
ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาท่ามกลางกลุ่มควันจาง ๆ ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับคิรากร ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและรอยยิ้มเยือกเย็น
"เก่งมาก... หลานรัก แกจัดการพวกหนูสกปรกข้างนอกนั่นได้หมด แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่แกยังอ่อนหัดเกินกว่าจะรู้ว่า... ศัตรูที่แท้จริงยืนอยู่ตรงไหน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับเล็งกระบอกปืนมายังคนทั้งสอง
คิรากรขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น แววตาฉายประกายอำมหิต "คุณอา... ที่แท้ก็เป็นฝีมือของคุณ ตลอดสี่สิบปีที่คุณสร้างเรื่องราวคำสาปบ้าๆ นั่นขึ้นมา เพื่อหลอกให้คนในตระกูลหวาดกลัวและยอมมอบอำนาจให้คุณเนี่ยนะ!"
"คำสาปงั้นเหรอ? ฮึ! โง่เง่าสิ้นดี!" ผู้เป็นอากระตุกยิ้มหยัน "มนุษย์เรานี่มันน่าขัน สั่งสมความกลัวขึ้นมาเอง สร้างปีศาจขึ้นมาในจินตนาการเอง แล้วก็ก้มหัวให้มันโดยไม่ต้องให้ฉันออกแรงสักนิด อาถรรพ์เลือดล้างตระกูลที่แกแบกรับไว้บนบ่า มันก็แค่เรื่องโกหกคำโตที่ฉันใช้ควบคุมพวกคนแก่หัวโบราณเท่านั้นแหละ!"
รินที่ฟังอยู่เงียบๆ ค่อยๆ ใช้นัยน์ตาพิเศษของตนเองเพ่งมองทะลุผ่านม่านอารมณ์และจิตใต้สำนึกของชายตรงหน้า ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในหัวสมองอย่างรวดเร็ว—ภาพของห้องใต้ดิน กลิ่นอายของความโลภ และรอยเลือดที่ถูกแต่งแต้มขึ้นมาเพื่อตบตาผู้คน
เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะเบาๆ ออกมาท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ทำเอาผู้เป็นอาหันขวับมามองด้วยความไม่พอใจ
"ขำอะไรของแก ไอ้เด็กปากดี!"
"ผมแค่ขำ... ที่คนฉลาดอย่างคุณลงทุนทำเรื่องโง่ๆ ตั้งครึ่งค่อนชีวิต" รินค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้คิรากรจะพยายามดึงแขนเขาไว้แต่รินก็ส่งสายตาดุดันกลับไปเพื่อบอกให้อีกฝ่ายเชื่อใจ "คุณสร้างความกลัวเพื่อครอบครองทุกอย่าง แต่คุณกลับลืมไปอย่างหนึ่ง..."
"แกหมายถึงอะไร?"
"ความรักไงครับ" รินเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏบนริมฝีปากบาง "ความกลัวมันสร้างอำนาจได้ชั่วคราว แต่ความรักต่างหากที่ทำให้คนเรายอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิต... เหมือนอย่างที่ผมกำลังจะทำนี่ไง"
สิ้นเสียงของริน ร่างเพรียวก็พุ่งทะยานเข้าหาชายวัยกลางคนในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายเผลอเรอ อาศัยจังหวะที่ปืนกำลังจะลั่นไกกระแทกข้อมือของอีกฝ่ายจนอาวุธหลุดร่วงกระเด็นไปไกล ทว่าด้วยแรงที่ต่างกัน รินกลับถูกผลักจนกระเด็นชนเข้ากับชั้นหนังสือล้มระเนระนาด
"ริน!" คิรากรคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล ดวงตาสีรัตติกาลลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความคลั่งรักที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็นมาก่อน
ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวผู้เป็นอาด้วยความเร็วปานพายุหมุน หมัดหนักๆ ซัดเข้าที่ใบหน้าของชายวัยกลางคนจนล้มคว่ำไม่เป็นท่า แรงอารมณ์ที่ถูกกดทับมานานปีถูกปลดปล่อยออกมาในหมัดนั้นเพียงครั้งเดียว จนอีกฝ่ายแน่นิ่งไปกับพื้น
ห้องทั้งห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนทั้งสองที่ดังสะท้อนก้อง
คิรากรทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น รีบดึงร่างของรินเข้าสู่อ้อมกอด สำรวจความเจ็บปวดตามเนื้อตัวของเด็กหนุ่มด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ร่องรอยความเย็นชาและมาเฟียผู้ไร้หัวใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัวกับการสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิต
"นายมัน... บ้าสิ้นดี ริน" คิรากรพึมพำเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกสั่นเทาเล็กน้อยขณะกดจูบลงบนหน้าผากเนียนอย่างไร้การควบคุม "ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนายจริงๆ ฉันคง... เผาเมืองนี้ทิ้งทั้งเมืองแน่"
รินยกยิ้มมุมปาก แม้จะมีรอยแผลช้ำที่มุมปากจากการกระแทก แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ มือเรียวยื่นไปแตะแก้วสากของอีกฝ่ายเบาๆ
"ปากร้ายแบบนี้... แต่ข้างในใจอ่อนเป็นบัตเตอร์เค้กเลยนะครับ คุณคิรากร"
คิรากรชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดแล้วกดจูบลงบนริมฝีปากอิ่มที่ยังคงต่อปากต่อคำเขาไม่เลิก เป็นจูบที่ทั้งดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยความโหยหาที่อัดแน่นจนแทบระเบิด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและปมทุกอย่างคลี่คลายลง เสียงปรบมือเบาๆ จากมุมมืดของประตูห้องที่พังเสียหายก็ดังขึ้น...
"ช่างเป็นฉากจบที่งดงามเสียจริง... แต่หลานรัก แกคิดจริงๆ เหรอว่าเรื่องราวมันจะจบลงง่ายแค่นี้?"
ร่างเงาดำของใครบางคนก้าวพ้นเงาสลัวออกมา พร้อมกับปากกระบอกปืนอีกสามกระบอกที่จ่อตรงมายังพวกเขาจากรอบทิศทาง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและหัวใจพองโตไปกับความคลั่งรักบทนี้ด้วยกันนะครับ
นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา•ตอนที่ 24
ความจริงที่ถูกเปิดเผย
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!