กลิ่นอายของชาเอิร์ลเกรย์ราคาแพงระยับลอยกรุ่นเคล้ากับกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ในห้องรับรองชั้นบนสุดของคฤหาสน์ตระกูลคิรากร บรรยากาศรอบกายในยามนี้ไม่ได้อบอุ่นต้อนรับแขกผู้มาเยือนเลยแม้แต่น้อย มันคือสนามรบขนาดย่อมที่ไร้เสียงปืน แต่เฉียบคมพอจะเชือดเฉือนลำคอของใครสักคนให้ขาดสะบั้นได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
"คุณคิดจริงๆ หรือครับว่า การพาตัวเองกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง จะล้างความสกปรกที่คุณเคยทำไว้กับตระกูลนี้ได้?"
เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยไอสังหารของคิรากรดังขึ้น ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีชาคูลด์สั่งตัดพิเศษยืนค้ำโต๊ะทำงานตัวยาว นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นจ้องมองผู้มาเยือนจากอดีตด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง บุคคลที่เขาไม่อยากพบเจอที่สุดในชีวิตกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากของแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้น ทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มือเปล่าตัดขาดได้
"อย่าใจร้ายนักเลยครับ คุณชายคิรากร... ผมแค่แวะมาทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของผมก็เท่านั้นเอง" ชายวัยกลางคนผู้มีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่กกหูลงมาถึงลำคอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังประเมินราคาสมบัติที่ตนเตรียมจะฮุบ
ทว่า ก่อนที่คิรากรจะได้เอ่ยปากขับไล่ไสส่งแขกผู้ไม่พึงประสงค์ออกไปด้วยวิธีที่เด็ดขาดกว่านี้ ประตูห้องทำงานบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซึ่งมารยาท
ปัง!
เสียงกระแทกประตูไม่ได้ดังสะเทือนขวัญเท่ากับร่างโปร่งบางของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาวาวโรจน์ รินปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถาดน้ำชาในมือ รอยยิ้มพิมพ์ใจแบบฉบับเด็กแสบที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวประดับอยู่บนใบหน้าเรียวสวยนั้นอย่างจงใจ
"อุ๊ย ตายจริง... ผมไม่ได้ขัดจังหวะการปรับความเข้าใจของพวกคุณใช่ไหมครับเนี่ย?" รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อจนน่าหมั่นไส้ ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองแขกผู้มาเยือนหัวจรดเท้า ก่อนจะเบนสายตาไปสบตากับคิรากรที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจระคนเป็นห่วง
คิรากรส่งสัญญาณเตือนด้วยการปรายตามองนิ่งๆ รินรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังส่งภาษากายบอกให้เขาถอยออกไปจากห้องนี้ซะ เพราะมันอันตรายเกินกว่าที่เด็กแสบอย่างเขาจะเข้ามาเล่นสนุกด้วย แต่สำหรับรินแล้ว... คำว่า 'ถอย' ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนกล้าอาจหาญเข้ามาล้ำเส้นคนที่เขากำลัง 'สนใจ' อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้
"ออกไปซะ ริน ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นของคุณ" คิรากรเอ่ยเสียงต่ำ เป็นเชิงออกคำสั่งที่เจือความห่วงใยไว้ภายใต้ความดุดัน
"ผมไม่ได้มาเล่นสักหน่อยครับคุณคิรากร ผมแค่นำชามาเติมให้แขกผู้มีเกียรติ... หรือว่าคุณแขกคนนี้ จะกลัวชาฝีมือเด็กเสิร์ฟอย่างผมจนตัวสั่นไปหมดแล้วล่ะครับ?" รินลากเสียงกวนประสาท พรางเดินตรงเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนเคียงข้างร่างสูงของมาเฟียหนุ่ม กลิ่นกายหอมสะอาดอ่อนๆ ของเด็กหนุ่มลอยเข้าแตะจมูกคิรากร จนสันจมูกโด่งเป็นสันต้องกระตุกเกร็งด้วยความห้ามใจยาก
แขกผู้มาเยือนหรี่ตามองเด็กหนุ่มที่จู่ๆ ก็แทรกตัวเข้ามาในวงสนทนาด้วยความไม่พอใจ รอยยิ้มเยาะเมื่อครู่เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาดูแคลน "เด็กนี่เป็นใครกัน? ไร้มารยาทสิ้นดี กล้าดียังไงมาแทรกกลางวงสนทนาระหว่างผู้ใหญ่"
"อ้าว พูดจาแบบนี้แสดงว่าหูไม่ค่อยดีสินะครับ..." รินวางถาดน้ำชาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนน้ำชาในกาฉ้อกระฉอก ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมจ้องมองชายวัยกลางคนกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ผมถามว่า... คุณมีสิทธิ์อะไรมาเหยียบที่นี่? บ้านหลังนี้ไม่ใช่ถังขยะนะคะ เอ้ย... ไม่ใช่ถังขยะนะครับ ที่ใครคิดจะทิ้งความเน่าเฟะของตัวเองลงมาเมื่อไหร่ก็ได้"
"ไอ้เด็กปากดี!" ชายคนนั้นตบโต๊ะฉาดใหญ่ ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากประสบการณ์ในโลกใต้ดินถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อข่มขวัญเด็กหนุ่มตรงหน้า แต่รินกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าเรียวสวยยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่าในใจกลับประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
"ปากดีแล้วได้คุณเป็นสามี... เอ๊ย! ได้รับความกรุณาจากคุณคิรากรแบบนี้ ผมก็ภูมิใจนะครับ" รินแกล้งพูดจาพลิกแพลงด้วยความตั้งใจจะกวนโมโหให้อีกฝ่ายสติแตก ซึ่งมันก็ได้ผลชะงัก ชายวัยกลางคนหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาเอื้อมไปคว้าคอเสื้อของรินอย่างรวดเร็วด้วยความเหลืออด
"แกมันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน กล้าดียังไงมาลองดีกับฉัน!"
พรึบ!
ก่อนที่นิ้วหยาบกร้านจะได้สัมผัสโดนเนื้อตัวของริน ร่างของเด็กหนุ่มก็ถูกกระชากด้วยมือทรงพลังข้างหนึ่ง ดึงให้ถอยหลังไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นอกกว้างของคิรากรในเสี้ยววินาที แรงปะทะทำให้รินเซถอยไปชนกับแผงอกแกร่งของมาเฟียหนุ่ม ปลายจมูกเกือบชนเข้ากับปกเสื้อสูท ความอบอุ่นและกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายด้านหลังโอบล้อมเขาไว้ทันที
คิรากรยื่นมือไปคว้าข้อมือของชายวัยกลางคนไว้แน่น ราวกับคีมเหล็กที่พร้อมจะบดขยี้กระดูกให้แหลกคามือ นัยน์ตาสีรัตติกาลลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดขึ้นจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนอุณหภูมิในห้องเย็นยะเยือกราวกับตกลงไปใน1ขั้วโลก
"มือข้างนี้... แกใช้ทำอะไรบ้างนะ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน ทีท่าสงบนิ่งเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณของนักล่าที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อเป็นชิ้นๆ คิรากรออกแรงบีบข้อมือนั้นเพียงนิดเดียว เสียงกระดูกลั่นกรอบก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
"อ๊ากกก! ปล่อยนะเว้ย ไอ้เด็กนี่มันปากดีก่อน!" ชายวัยกลางคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี่ยวย่น
รินที่แอบอยู่ด้านหลังเอื้อมมือไปจับชายเสื้อสูทของคิรากรไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจดวงน้อยเต้นโ크กครากไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะสัมผัสอันหนักแน่นและท่าทีปกป้องอย่างออกนอกหน้าของคนตัวโตกว่าต่างหากที่ทำเอาเขาหายใจไม่ทั่วท้อง รินแอบช้อนตามองเสี้ยวหน้าคมคายที่กำลังกรามขบแน่นด้วยความโกรธ ความรู้สึกบางอย่างอัดแน่นอยู่ในอกจนเกือบจะเผลอยิ้มออกมา
"จำใส่กะโหลกไว้..." คิรากรโน้มใบหน้ากระซิบเสียงเย็นเยียบข้างหูของแขกผู้ไม่พอนี้จนอีกฝ่ายตัวสั่นเทา "คนของฉัน... ต่อให้ฉันรังเกียจหรือด่าทอเขาเองสักแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ให้หมาตัวไหนมาแตะต้องแม้แต่ปลายนิ้ว... ไสหัวออกไปจากบ้านของฉัน ก่อนที่ฉันจะส่งศพแกออกไปแทนทางออก!"
สิ้นคำพูดนั้น คิรากรก็เหวี่ยงร่างของชายวัยกลางคนกระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องอย่างไม่ใยดี ร่างนั้นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความจุกและหวาดกลัว ก่อนจะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงคนสองคนที่ยังคงยืนประชิดกันในระยะประชิด รินค่อยๆ คลายมือที่กำเสื้อสูทของคิรากรออก แต่ยังไม่ยอมขยับตัวถอยหนีไปไหน
คิรากรถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเหนื่อยหน่ายระคนหงุดหงิด ก่อนจะก้มลงมองเด็กแสบที่สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นมองสำรวจรินตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าไม่มีรอยขีดข่วนตรงไหน
"ดื้อด้าน... ใครใช้ให้คุณเข้ามาสอดเรื่องนี้ หん?" คิรากรเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความคาดโทษและ... ความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
รินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัว "ก็ผมไม่อยากเห็นใครมาทำกร่างในอาณาจักรของคุณนี่ครับ... อีกอย่าง ผมแค่อยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า เด็กปากดีคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ปากเสียหรอกนะ"
เด็กหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนแผ่นอกแทบจะแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกันในระยะประชิด เคมีอันตรายระหว่างทั้งคู่พุ่งทะยานจนบรรยากาศร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น คิรากรนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อถูกรุกไล่ด้วยสายตาพราวระยับคู่นั้น
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นระรัวในจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของพ่อบ้านชราที่ยืนก้มหน้าอยู่ พร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือที่สั่นเทา
"คุณชายครับ... ทางสถานีตำรวจโทรมาแจ้งด่วน... เราพบศพของ 'บุคคลสำคัญ' ถูกฆาตกรรมอำพรางอยู่ที่เขตชายแดน และ... ในมือของศพกำสิ่งนี้ไว้ครับ"
พ่อบ้านชราเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าซีดเผือด ยื่นซองเอกสารเปื้อนคราบเลือดให้คิรากร
คิรากรรับมาด้วยมือที่นิ่งสนิท ทว่าเมื่อนัยน์ตาสีรัตติกาลก้มลงมองหลักฐานชิ้นนั้น ร่างสูงก็ชะงักกุนกน นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงที่ยากจะปิดบัง
รินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย รีบชะโงกหน้าเข้าไปมองข้ามไหล่แกร่งของคิรากรเพื่อดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร
และในเสี้ยววินาทีที่สายตาของรินกวาดไปเห็นสัญลักษณ์ประหลาดที่สลักอยู่บนแหวนเงินเปื้อนเลือดในซองเอกสารนั้น หัวใจของเด็กหนุ่มก็กระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความทรงจำอันดำมืดที่ถูกฝังกลบไว้ในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองราวกับเขื่อนแตก เมื่อเขารู้ทันทีว่า... ศพนั้นคือใคร และเกมนี้กำลังจะลากพวกเขาทุกคนดิ่งลงสู่ขุมนรกที่แท้จริง
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
---
*(หมายเหตุจากผู้เขียน: ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่สนับสนุน "ประตูมิติที่แปด" มาโดยตลอด แล้วพบกันในตอนที่ 19 ครับ!)*
นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา•ตอนที่ 18
รินจะไม่อยู่เฉย
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!