กลิ่นควันปืนจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กของเลือดที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ คือสิ่งแรกที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ตื่นตัวอย่างเต็มพิกัด
ทว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าเสียงกระสุนนัดสุดท้ายที่เพิ่งลั่นไกออกไป ก็คือความว่างเปล่าที่อยู่เบื้องหน้า… ร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในห้องโดยไร้ซึ่งซุ่มเสียงเมื่อครู่ บัดนี้กลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
"คิดจะเล่นซ่อนหาเหรอกครับ..." ผมพึมพำกับความมืด พร้อมกับขยับมือซ้ายไปกุมด้ามมีดสั้นพกพาที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตอย่างแน่นหนา
ดวงตาของผมกวาดมองไปรอบห้องนอนที่บัดนี้ข้าวของกระจัดกระจาย หน้าต่างบานกระจกแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วสะท้อนแสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามระยิบระยับราวกับหยดน้ำตา ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบไม่ใช่ความเสียหายรอบตัว แต่เป็นความจริงที่ว่า... เตียงนอนที่รินเคยถูกมัดเอาไว้ บัดนี้ว่างเปล่า ไร้เงาของเด็กหนุ่มปากจัดคนนั้นเสียแล้ว
รินหายไป...
คำๆ นี้วิ่งวนอยู่ในหัวของผมราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ช็อตเข้าที่ขมับ ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่เกมจับคู่ไล่ล่าของพวกใต้ดินธรรมดาเสียแล้ว แต่มันคือการหยามหน้า... และเป็นการเดิมพันด้วยสิ่งที่ผมไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแย่งไปเด็ดขาด
"คุณคิรากรครับ! ทางด้านทิศเหนือคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว แต่ลูกน้องของเราแจ้งว่า..." เสียงของบอดี้ดังคนสนิทดังลอดเข้ามาทางวิทยุสื่อสารขนาดเล็กที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อ แต่ผมไม่มีเวลามาฟังรายงานความคืบหน้าอะไรทั้งนั้น
"ไม่ต้องสนใจทางนั้น" ผมกดปุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ต่ำทุบและเย็นเยียบจนอีกฝ่ายทางปลายสายถึงกับเงียบกริบ "ส่งคนไปเช็คกล้องวงจรปิดทุกมุมตึกตั้งแต่ชั้นใต้ดินยันดาดฟ้า ใครที่ขวางทาง... จัดการได้เลยตามความเหมาะสม ยกเว้นคนของตระกูลหลิว เก็บไว้ให้ผมจัดการเอง"
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากปีกตึกอีกด้าน แรงสั่นสะเทือนทำให้ฝุ่นผงจากเพดานร่วงหล่นลงมาปรอยๆ บนไหล่ของผม แต่ผมไม่ได้ขยับเขยื้อnถอยหนีแม้แต่นصفก้าว สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาจ้องมองรอยหยดเลือดหยดเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นพรมสีเข้ม รอยหยดเลือดที่ทอดยาวมุ่งหน้าไปทางระเบิดหนีไฟด้านหลัง
ริน... เธอทิ้งร่องรอยนี้ไว้ให้ผมใช่ไหมครับ
ขาวยาวก้าวฉับๆ ออกจากห้องนอนมืดทึบด้วยความเร็วที่แทบจะเรียกว่าวิ่ง บรรยากาศรอบตัวผมในตอนนี้แผ่รังสีความน่ากลัวออกมาอย่างไม่ปิดบัง ลูกน้องที่ยืนรักษาความปลอดภัยตามทางเดินต่างพากันหลบทางให้โดยอัตโนมัติ ไม่มีใครกล้าสบตาผม แม้แต่หายใจแรงก็ยังไม่กล้า เพราะพวกเขารู้ดีว่า... เวลาที่มาเฟียไร้เงาอย่างผมหมดความอดทน โลกทั้งใบก็พร้อมจะลุกเป็นไฟได้ทันที
ผมก้าวออกสู่ระเบียงแคบๆ ด้านนอก ลมยามวิกาลพัดตีปะทะใบหน้าจนเส้นผมสีเข้มปลิวไสว กลิ่นอายของฝนที่กำลังจะตกผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของตรอกซอกซอยเบื้องล่าง ที่นี่คือเขตอิทธิพลเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยซอกหลืบมืดทึบ เหมาะกับการซ่อนเร้นอำพรางตัว และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฆาตกรรมเงียบๆ
"คิดเหรอครับว่าจะหนีผมพ้น..." ผมกัดฟันกรอด สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ความโกรธเกรี้ยวที่ระอุอยู่ข้างในไม่ได้ทำให้ผมขาดสติ ตรงกันข้าม... มันกลับปลุกเร้าความนิ่งสงบแบบนักล่าที่น่ากลัวที่สุดออกมา
ทุกก้าวที่ผมเดินตามรอยเลือดนั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวัง สมองประมวลผลสถานการณ์รอบด้านอย่างรวดเร็ว รินไม่ใช่เด็กอ่อนแอที่จะยอมตกเป็นเหยื่อโดยไม่ต่อสู้ ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้น... รอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากนั่น... เด็กนั่นต้องทิ้งเบาะแสอะไรไว้มากกว่าแค่รอยหยดเลือดแน่ๆ
และแล้ว สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ตรงมุมบันไดหนีไฟ...
มันคือกระดุมโลหะสีเงินสลักลายตราประจำตระกูล... ตระกูลที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานเมื่อสิบปีก่อน
ผมก้มลงหยิบกระดุมชิ้นนั้นขึ้นมาปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นเฉียบของเนื้อโลหะ ความทรงจำเก่าๆ ที่ผมพยายามฝังกลบมันไว้ก้นบึ้งของจิตใจกลับพรั่งพรูขึ้นมาอีกครั้ง การหักหลัง การนองเลือด และคำสาปแช่งในคืนนั้น... ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด
"ที่แท้ก็เล่นเกมนี้สินะครับ..." มุมปากของผมกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ไปไม่ถึงดวงตา
ริน... เธอเข้าไปพัวพันกับเรื่องบ้าๆ นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมถึงต้องเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในดงกระสุนแบบนี้ เพื่อท้าทายผม หรือเพื่อปกป้องความลับอะไรบางอย่างที่แม้แต่ผมก็ยังคาดไม่ถึง?
ผมกำกระดุมในมือแน่นจนเนื้อโลหะแทบจะฝังลงไปในฝ่ามือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองความมืดเบื้องหน้า ท้องฟ้าสีดำสนิทไร้ซึ่งดวงดาว ราวกับกำลังเยาะเย้ยความพยายามของผม ทว่าในวินาทีที่ผมกำลังจะก้าวเท้าตามรอยเท้าคู่ต่อไปนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับขนนกก็ดังขึ้นจากด้านหลัง... ชิดติดแผ่นหลังของผมในระยะประชิด
"เดินเร็วจังนะครับ... คุณคิรากร"
น้ำเสียงกวนประสาทที่คุ้นเคยดังกระซิบแผ่วเบาอยู่ที่ข้างใบหู พร้อมกับความเย็นเฉียบของคมมีดที่แตะเบาๆ อยู่ตรงชีพจรบริเวณลำคอ
หัวใจของผมกระตุกวูบ ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะความโล่งอกที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนน่าขัน
ผมไม่ได้หันกลับไปในทันที แต่ปล่อยให้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงพร่าด้วยความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้จนแทบจะระเบิด
"ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเดียว... ผมคงได้เผาเมืองนี้ทิ้งทั้งเมืองเพื่อตามหาตัวคุณแล้วล่ะครับ... ริน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางระทึกขวัญนี้ไปด้วยกันนะครับ
นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา•ตอนที่ 22
ร่องรอยของการหายไป
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!