กลิ่นอายจางๆ ของดินปืนและกลิ่นกาแฟคั่วเข้มลอยอวลปะปนกันอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของคิรากร มันไม่ใช่บรรยากาศที่น่ารื่นรมย์นัก โดยเฉพาะเมื่อปลายกระบอกปืนเก็บเสียงสีดำสนิทไม่ได้จ่ออยู่กับผนังห้อง หากแต่กำลังเล็งตรงมายังจุดกึ่งกลางหน้าอกของผม
รินถอยหลังไปครึ่งก้าว สัญชาตญาณดิบเตือนภัยร้องลั่นในหัว แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มหยันอย่างไม่ยอมคน ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้บุกรุกสวมสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบที่ยืนอยู่กลางห้อง ดวงตาของมันไหวระริกด้วยความกระหายอำนาจ แตกต่างจากเจ้าของคฤหาสน์อย่างสิ้นเชิง
"ดูเหมือนหมาบ้านอื่นจะลืมวิธีเห่าหน้าประตู และกลายพันธุ์มาเป็นพวกไรมารยาทปีนหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนคนอื่นแทนสินะครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืด คิรากรไม่ได้ขยับตัวเข้าหาอาวุธในลิ้นชัก ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นรอยสักมังกรจางๆ ที่ปลายแขนท่อนล่าง เขายืนกอดอกพิงชั้นหนังสือโบราณด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังชมละครสัตว์ฉากหนึ่ง แววตานัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นว่างเปล่า แต่มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าปากกระบอกปืนที่จ่อหัวผมเสียอีก
"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ คิรากร... สมกับที่เป็นคุณชายผู้สูงส่งแห่งตระกูลที่กำลังจะล่มสลาย" ชายแปลกหน้าหัวเราะในลำคอ ปลายกระบอกปืนเบนเป้าหมายจากผมไปหาเจ้าของห้องช้าๆ "ฉันไม่ได้มาเพื่อต่อปากต่อคำกับเด็กเหลือขออย่างนาย แต่ฉันมาทวง 'ของ' ที่ตระกูลแกขโมยไปเมื่อสิบปีก่อน"
ผมแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคิรากร บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงจนสัมผัสได้ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนอากาศในห้องแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ปมปริศนาที่คิรากรพยายามปกปิดมาตลอดกำลังถูกเปิดเปลือยต่อหน้า ต่อตาผม ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงเข็มนาฬิกาโบราณที่ดังแข่งกับจังหวะชีพจรที่เต้นเร่า
"ของที่ถูกขโมยงั้นเหรอ?" คิรากรแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "แกน่าจะรู้ดีที่สุดว่าสิ่งนั้นมันไม่เคยเป็นของตระกูลพวกแกตั้งแต่แรก... วาสิน"
ชื่อนั้นทำให้ผมชะงัก วาสิน... ชายวัยกลางคนที่มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหางตาขวาลงมาถึงกราม แววตาของมันเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความแค้นฝังหุ่น มันก้าวเท้าเข้ามาใกล้คิรากรอีกก้าวโดยไม่เกรงกลัวรัศมีอันตรายที่แผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย
"ปากดีนักนะ! ถ้างั้นก็ลองดูซิว่า แกจะรักษา 'สมบัติล้ำค่า' ชิ้นนี้ไว้ได้นานแค่ไหน!"
ฉับพลัน วาสินไม่ได้ยิงใส่คิรากรอย่างที่คิด แต่ปลายกระบอกปืนกลับหันขวับมาทางผมในเสี้ยววินาที รินเบิกตากว้าง สมองประมวลผลเร็วจี๋ ร่างกายเตรียมจะพุ่งหลบไปหลังโซฟา แต่เร็วกว่านั้น... มือหนาของคิรากรที่เคยยืนนิ่งอยู่ไกลลิบกลับคว้าเข้าที่เอวผมแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นหลังแนบติดกับอกแกร่ง กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ ล้อมรอบตัวผมไว้ในเสี้ยววินาที
ปัง!
กระสุนเจาะทะลุกระจกหน้าต่างด้านหลังแตกกระจาย เศษแก้วร่วงกราวลงมากระทบพื้นพรมราคาแพง
หัวใจของผมเต้นโครมคราม ไม่ใช่เพราะความกลัวจากลูกกระสุนเฉียดฉิว แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาที่โอบกระชับเอวผมไว้แน่นจนแทบจมหายไปกับแผงอกกว้างของเขา
"รนหาที่ตายนักนะ..." คิรากรกระซิบชิดริมหู เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นระริกด้วยความโกรธที่ยากจะควบคุม ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "ใครอนุญาตให้แกเอาตัวมาขวางกระสุนแทนฉัน... หืม ริน?"
ผมเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ "ผมไม่ได้ขวางให้คุณ... ผมแค่ไม่อยากตายในบ้านรกๆ หลังนี้ต่างหากเล่า ปล่อยได้แล้วไอ้คนบ้า!"
แม้ปากจะเถียงฉอดๆ แต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู เคมีอันตรายระหว่างเราพุ่งพล่านท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน วาสินที่เห็นภาพนั้นถึงกับยิ้มเยาะด้วยความสมเพช
"รักกันดีนี่ หวังว่าพวกแกจะรักกันได้จนวินาทีสุดท้าย... เพราะลูกน้องข้างนอกนั่น น่าจะจัดการเคลียร์คนของแกหมดคฤหาสน์แล้วล่ะ คิรากร"
คิรากรไม่ได้มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย เขาดันผมไปหลบไว้ด้านหลังด้วยมือข้างเดียวอย่างทะนุถนอม ก่อนที่มืออีกข้างจะหยิบวัตถุสีเงินวาววับออกจากสายคาดเอวอย่างเงียบเชียบ ดวงตานัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงอย่างอันตราย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นช้าๆ แต่มันเป็นรอยยิ้มของมรณะ
"แกคิดว่าฉันเลี้ยงหมาเฝ้าบ้านไว้กี่ตัวกันล่ะ... วาสิน?"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากชั้นล่างของคฤหาสน์ แรงสั่นสะเทือนทำให้โคมไฟระย้าแก้วเจียระไนแกว่งไกว ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน สีหน้าของวาสินเปลี่ยนสีทันที รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา
แต่ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัวทำอะไรต่อ ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยฝีเท้าของบุคคลที่สาม ร่างระหงในชุดโค้ทหนังสีดำสนิทก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาสีอำพันกวาดมองสถานการณ์ในห้องก่อนจะหยุดนิ่งที่คิรากร
"เล่นสนุกอะไรกันอยู่เหรอลูกพี่... ปล่อยให้แขกไม่ได้รับเชิญเดินเข้ามาถึงห้องนอนได้นี่ เสื่อมเสียเกียรติมาเฟียหมดนะ"
เสียงหวานใสที่เอ่ยออกมาทำเอาผมชะงักค้าง เมื่อหันไปมองหน้าผู้มาใหม่ชัดๆ สมองก็แทบหยุดทำงาน รินเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อตระหนักได้ว่า เกมนี้มันไม่ได้มีแค่เราสองคนและวาสินเสียแล้ว...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบทที่ 9 นี้ด้วยกันนะครับ มาร่วมลุ้นตอนต่อไปด้วยความตื่นเต้นไปพร้อมกับผมนะครับ
นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา•ตอนที่ 9
เมื่อศัตรูบุกถึงเรือน
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!