“ถ้าคุณคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่าสะเออะมาทำตัวเป็นเจ้าชีวิตผมด้วยการสั่งงานแบบไม่มีหัวคิดแบบนี้ คิรากร”
เสียงของรินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานส่วนตัวของคิรากร แฟ้มเอกสารนับสิบเล่มถูกปัดลงกองกับพื้นจนเกิดเสียงดังระงม ดวงตาเรียวสวยของเด็กหนุ่มสั่นระริกด้วยความโกรธ ไม่ใช่เพราะงานที่หนักหนา แต่มันคือการที่เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ ‘พันธสัญญา’ ที่เขามองไม่เห็นนั่นขีดฆ่าอิสรภาพของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
คิรากรที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ยังคงนิ่งขรึม ราวกับรูปปั้นสลักจากน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านต่ออาการเดือดดาลของคนตรงหน้า เขาประสานมือเข้าหากันแน่น ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นกวาดมองรินด้วยแววตาเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความกดดันมหาศาล
“หัวคิด?” คิรากรทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเยือกเย็น “ผมจ่ายค่าจ้างให้คุณมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาให้นั่งวิจารณ์สติปัญญาของผม แล้วอีกอย่าง... ผมจะทำอะไรกับชีวิตคุณก็ได้ ตราบใดที่ชื่อของคุณยังถูกจารึกไว้ในสัญญาเลือดใบนั้น”
“มันก็แค่กระดาษโสโครก!” รินตวาดกลับ ร่างโปร่งก้าวประชิดโต๊ะทำงาน มือทั้งสองข้างยันพื้นผิวไม้แน่น “ต่อให้ต้องตาย ผมก็ไม่มีวันก้มหัวให้คนอย่างคุณไปตลอดชีวิตหรอกนะ”
คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและอันตรายจนคนฟังต้องขนลุกชัน เขาผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวข้ามผ่านอาณาเขตส่วนตัวของรินจนแผ่นหลังของเด็กหนุ่มชนเข้ากับชั้นวางหนังสือ ร่างสูงใหญ่กดดันลงมาจนรินแทบไม่มีพื้นที่หายใจ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคิรากรโอบล้อมรอบตัวรินราวกับกรงขัง
“ตายงั้นหรือ?” คิรากรโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน “ผมไม่ปล่อยให้คุณตายง่ายๆ หรอกริน ความลับที่ซ่อนอยู่ในนัยน์ตาของคุณ... มันมีค่าเกินกว่าจะเอาไปฝังดินพร้อมกับศพเน่าๆ”
รินไม่ยอมแพ้ เขาเชิดหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เหมือนขุมนรกของคิรากร “อยากได้ความลับนักก็ควักลูกตานี้ไปสิ จะมาเสียเวลาเล่นเกมประสาทกับผมทำไม หรือจริงๆ แล้วที่คุณทำไปทั้งหมด... ก็แค่ข้ออ้างในการกักขังผมไว้ใกล้ตัว?”
จังหวะหัวใจของคนทั้งคู่เต้นแรงจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกระแสไฟฟ้าบางอย่างที่วิ่งพล่านไปทั่วผิวกาย ระยะห่างที่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ทำให้ความอดทนของคิรากรเริ่มสั่นคลอน
“คุณมันปากดีไม่เคยเปลี่ยน...” คิรากรพึมพำ น้ำเสียงไม่ได้มีความขุ่นเคืองอีกต่อไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ยากจะควบคุม เขาเลื่อนมือไปแตะที่กรอบหน้าของริน ปลายนิ้วหยาบกร้านลากผ่านริมฝีปากที่ยังคงพ่นคำพูดร้ายกาจออกมาไม่หยุด “ปากร้ายแบบนี้... น่าจะลองโดนปิดให้เงียบดูบ้างนะ”
รินชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นแววตาของคิรากรเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือความคลั่งรักที่บิดเบี้ยวและรุนแรงจนน่ากลัว มือของรินที่เคยผลักไสกลับเผลอขยุ้มเสื้อเชิ้ตของชายตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ลองดูสิ...” รินท้าทาย ทั้งที่ในใจเริ่มเต้นระรัว “ถ้าคุณกล้าพอ”
คิรากรไม่รอช้า เขาโน้มใบหน้าลงมาทันที ริมฝีปากหยักได้รูปบดขยี้ลงมาบนกลีบปากของรินอย่างรุนแรงและเร่าร้อน ราวกับจะลงโทษและตักตวงในเวลาเดียวกัน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างดิบเถื่อน
รินเบิกตากว้าง ความตกใจพุ่งพล่านก่อนที่สัญชาตญาณการต่อสู้จะหายไป เปลี่ยนเป็นความรู้สึกวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกายจนแทบยืนไม่อยู่ มือของคิรากรเลื่อนลงมาโอบรั้งเอวสอบของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากเผลอปล่อย รินจะหายวับไปในอากาศ
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังร้อนฉ่าและไร้ซึ่งการยับยั้งชั่งใจ ประตูไม้บานใหญ่ของห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
“คุณคิรากรครับ! ข้อมูลจากฐานปฏิบัติการลับถูกเจาะระบบ... เฮ้ย!”
ชายชุดดำคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาถึงกับตัวแข็งทื่อ ภาพตรงหน้าคือเจ้านายผู้เย็นชาที่กำลังกอดรัดเด็กหนุ่มปากเก่งไว้แน่นในมุมมืดของห้องทำงาน คิรากรผละออกจากริมฝีปากของรินอย่างอ้อยอิ่ง แววตาที่เคยฉายความคลั่งรักเปลี่ยนกลับมาเป็นความอำมหิตในชั่วพริบตา เขายังคงโอบเอวรินเอาไว้ไม่ยอมปล่อย พร้อมกับหันไปมองผู้บุกรุกด้วยสายตาที่พร้อมจะสังหาร
“ใครอนุญาตให้แกเข้ามาโดยไม่เคาะประตู?” คิรากรถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยไอสังหารที่ทำเอาคนสนิทถึงกับเข่าอ่อน
“ผะ...ผมขอโทษครับนาย แต่เรื่องนี้ด่วนมากจริงๆ!” ชายคนสนิทละล่ำละลักพลางก้มหน้าหลบตา
รินหอบหายใจถี่ สายตาเหลือบไปเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดทิ้งไว้ ข้อความที่เพิ่งเด้งขึ้นมาทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม... มันเป็นรูปภาพของเขาเองในวัยเด็กที่มีสัญลักษณ์ประหลาดประทับอยู่บนข้อมือ และชื่อข้างใต้ภาพนั้น คือคำตอบที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต
“นั่นมัน...” รินพึมพำ เสียงสั่นเครือ “ทำไมคุณถึงมีรูปนี้... แล้วทำไมถึงเรียกผมว่า 'กุญแจดอกสุดท้าย' ของตระกูลคุณ!”
คิรากรหันกลับมามองรินอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ซ่อนความลับเอาไว้อีกต่อไป รอยยิ้มที่มุมปากดูร้ายกาจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“เพราะคุณไม่ใช่คนธรรมดาที่ผมแค่ถูกใจยังไงล่ะริน... แต่คุณคือคนที่ถูกจองจำไว้เพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับ 'เงา' ของตระกูลเราตั้งแต่วันที่คุณลืมตาดูโลกใบนี้แล้วครับ”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับไปกับผมในตอนนี้นะครับ
นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา•ตอนที่ 4
ปากร้ายแต่อย่าร้ายกับผม
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นัยน์ตาสีรัตติกาลกับพันธสัญญาเลือดคุณชายไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!