กลิ่นโทนเนอร์ร้อนจัดและกระดาษฟูล์สแกรนด์ที่ถูกความร้อนอบจนแห้งกรอบ คลุ้งตลบอบอวลอยู่ในห้องถ่ายเอกสารชั้นสิบสามราวกับค่ายกลโบราณ
"คุณศิลา... หยุดเดินวนรอบเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นอุตสาหกรรมตัวนั้นสักทีครับ มันทำให้ผมเวียนหัวแทน แถมอัตราการใช้พลังงานของตึกในช่วงตีสองแบบนี้ มันไม่ได้ออกแบบมาให้กระแสไฟกระชากเล่นๆ นะครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววขบขันของอาจารย์รินรดา ดังขึ้นจากมุมมืดของเครื่องพล็อตเตอร์พิมพ์แบบแปลนขนาดใหญ่ ร่างเพรียวในชุดสูทลำลองสีเทาเข้มกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้สำนักงานล้อเลื่อน นิ้วเรียวยาวถือปากกาหมึกซึมด้ามเก่าหมุนเล่นไปมาอย่างใจเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าปัดเครื่องถ่ายเอกสารกำลังกระพริบถี่เป็นรหัสปริศนา
ศิลาชะงักฝีเท้า แว่นตากรอบบางสะท้อนแสงสีแดงวาบจากแผงควบคุมของเครื่องจักรขนาดยักษ์ตรงหน้า เขามีทักษะการตรวจสอบบัญชีที่ละเอียดอ่อนจนสามารถมองเห็นความผิดปกติของตัวเลขสต็อกสินค้าได้ตั้งแต่ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ และในตอนนี้ สัญชาตญาณเดียวกันนั้นกำลังกรีดร้องเตือนภัยว่า ระบบระบายความร้อนของเครื่องถ่ายเอกสารตัวนี้ไม่ได้กำลังทำงานเพื่อสำเนาเอกสารรายงานประจำปี แต่ความร้อนระดับแปดสิบองศานี้ กำลังถูกใช้เป็น 'สื่อกลาง' ในการเผาไหม้อะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
"มันไม่ใช่แค่กระแสไฟกระชากครับ อาจารย์รินรดา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังถาดรับกระดาษออก "ลองดูความหนาแน่นของกระดาษที่ถูกดึงเข้าไปสครับ... มันไม่ใช่กระดาษ A4 ธรรมดา แต่เป็นกระดาษไขสำหรับทำสำเนาบัญชีแยกประเภทที่ยกเลิกการใช้งานไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และที่สำคัญที่สุด... ตอนนี้ไม่มีใครเสียบบัตรพนักงานเพื่อสั่งพิมพ์งานเลยแม้แต่คนเดียว"
กึก... ครอดดดด!
เสียงเฟืองเหล็กภายในเครื่องถ่ายเอกสารส่งเสียงคำรามต่ำอย่างน่ากลัว ราวกับมีฟันเฟืองนับร้อยกำลังขบกันด้วยแรงดันมหาศาล แสงไฟสแกนสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมากระทบกระจกใสซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ไม่มีต้นฉบับใดๆ วางอยู่บนแท่นสแกนเลยแม้แต่น้อย
รินรดาหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่มักจะประดับอยู่เป็นนิจเลือนหายไป เธอวางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ศิลาด้วยฝีเท้าเงียบกริบราวกับแมวป่า กลิ่นหอมจางๆ ของชาขาวลอยปะปนกับกลิ่นไหม้ของกระดาษโบราณ
"ดูเหมือนว่า 'กฎข้อที่สาม' ของการตรวจงบดุลยามวิกาลที่เราตั้งสมมติฐานไว้ จะถูกกระตุ้นเข้าแล้วสินะครับ" รินรดากระซิบเบาๆ ดวงตาคมกริบมองทะลุผ่านกระจกเครื่องถ่ายเอกสารไปยังช่องใส่หมึกสีดำทึบ "เครื่องจักรในตึกนี้ไม่ได้จดจำแค่ข้อมูลดิบ แต่มันกำลังอ่าน 'หนี้สิน' ที่พนักงานในอดีตเคยทำทิ้งไว้... และตอนนี้ มันกำลังพยายามปริ้นท์งบดุลชีวิตของใครบางคนออกมา"
พรวด!
กระดาษสีเหลืองกรอบแผ่นหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากถาดรับกระดาษด้วยความเร็วสูงราวกับลูกศร มันปลิวเคว้งคว้างกลางอากาศก่อนจะตกลงแทบเท้าของศิลาอย่างแม่นยำ ราวกับมีใครจงใจโยนมาให้
ศิลาไม่รอช้า เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือผ้าฝ้ายหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาทันที ภายใต้แสงไฟนีออนกะพริบ เขาพบว่าด้านบนสุดของกระดาษไขแผ่นนั้น ไม่ใช่ตารางตัวเลขรายรับรายจ่าย แต่เป็นภาพถ่ายสำเนาขาวดำของ 'สมุดบัญชีเล่มสีแดง' ที่เขาจำได้ขึ้นใจ—มันคือสมุดบัญชีเล่มเดียวกับที่แม่ของเขาเคยใช้ทำงานในบริษัทนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน สมุดบัญชีเล่มที่หายสาบสูญไปพร้อมกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเธอ
ทว่า ข้อความที่ถูกพิมพ์ทับลงไปด้วยหมึกสีแดงฉานด้วยฟอนต์ดีดีแท็บเล็ตยุคเก่า กลับทำให้ลมหายใจของศิลาสะดุดกึก
*[พบรายการทุจริต: บัญชีลับรหัส 00-99-EX]*
*[ผู้ถือครองสิทธิ์ปัจจุบัน: ศิลา (ทายาทสายตรง)]*
*[สถานะงบดุล: ติดลบทางวิญญาณ - ต้องชำระด้วย 'เวลาชีวิต' จำนวน 7,200 วินาที ภายในเที่ยงคืนนี้]*
*[คำเตือนจากระบบ: หากไม่อ่านทวนและลงนามอนุมัติ เครื่องจักรจะทำการ 'รีเซ็ต' ความทรงจำทั้งหมดของคุณ และส่งต่อไปยังชั้นลบถัดไปทันที]*
บรรยากาศในห้องถ่ายเอกสารพลันเยือกเย็นลงอย่างฉับพลัน อุณหติลดฮวบจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เครื่องปรับอากาศบนเพดานส่งเสียงหึ่งๆ ก่อนจะดับสนิท เหลือเพียงแสงไฟกระพริบสีแดงเลือดนกจากหน้าปัดเครื่องถ่ายเอกสารที่สาดส่องใบหน้าของศิลาและรินรดาให้กลายเป็นสีแดงฉาน
รินรดาก้าวเข้ามาประชิดด้านหลัง มือเรียวแตะเบาๆ ที่ไหล่ของศิลาเพื่อถ่าย
ทอดพลังงานอุ่นร้อนผ่านเนื้อผ้า เธอกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ
"คุณศิลา... ตั้งสติไว้ครับ อย่าเพิ่งยอมรับเงื่อนไขของมัน ถ้านั่นคือสมุดบัญชีของแม่คุณจริง ๆ มันหมายความว่าตึกนี้ไม่ได้แค่สร้างขึ้นมาเพื่อทำงาน แต่กำลังใช้บัญชีชีวิตของพนักงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ของวิญญาณเร่ร่อน... และตอนนี้ มันกำลังพยายามบังคับให้คุณเซ็นรับมรดกหนี้สินนั้นต่อจากเธอ"
ศิลากัดกรามแน่น แว่นตากรอบบางขยับตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในอก สมองอันชาญฉลาดของนักบัญชีหนุ่มกำลังคำนวณความเสี่ยงและโครงสร้างกฎเกณฑ์ของตึกนี้อย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าการปฏิเสธหมายถึงการถูกรีเซ็ตความทรงจำ—ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียเบาะแสเดียวเกี่ยวกับแม่ไปตลอดกาล แต่การยอมรับเงื่อนไขก็เท่ากับการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายของระบบตึกสำนักงานผีสิงแห่งนี้
นิ้วเรียวของศิลายื่นออกไปแตะบนกระดาษไขแผ่นนั้นอย่างลังเล แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสโดนหมึกสีแดง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงนั้นไม่ได้เดินด้วยสองขา แต่มันเป็นเสียงลากวัตถุโลหะขนาดยักษ์ที่ดังใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบเสียงตามสายของอาคารที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นด้วยคลื่นความถี่ต่ำจนแก้วหูแทบแตก
*[ประกาศจากฝ่ายบุคคล: ตรวจพบผู้ตรวจสอบบัญชีนอกเวลาทำการ... กรุณายืนยันตัวตนด้วยการสแกนลายนิ้วมือลงบนแผ่นสำเนาเอกสารลำดับที่ศูนย์... มิฉะนั้น เจ้าหน้าที่ประจำชั้นจะเข้าทำการ 'เคลียร์สต็อก' ทันที]*
แกร๊ก!
กลอนประตูห้องถ่ายเอกสารที่ควรจะล็อคสนิทจากด้านใน กลับถูกหมุนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาดำทะมึนของร่างไร้หัวในชุดสูทรellพนักงานบัญชีเต็มยศ กำลังยืนขวางทางออก พร้อมกับถือเครื่องตัดกระดาษอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เปรอะเปื้อนคราบสนิมสีแดงฉานอยู่ในมือ!
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของศิลาและอาจารย์รินรดามา ณ ที่นี้นะครับ
— ลิฟต์แก้วชั้นลบ
พนักงานบัญชีสายดิ่งกับอาจารย์สาวผู้อ่านความตาย•ตอนที่ 6
เสียงกระซิบจากเครื่องถ่ายเอกสาร
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พนักงานบัญชีสายดิ่งกับอาจารย์สาวผู้อ่านความตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!