เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 9

คืนพายุเข้า

ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
"ถ้าคุณยังเดินวนไปวนมาด้วยรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วคู่นั้นอีกสามรอบ พื้นปาร์เกต์ราคาแพงของฉันคงได้กลายเป็นรอยพรุนก่อนที่พวกมันจะมาถึงตัวเราเสียอีกค่ะ คุณรวินทร์" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดอย่างชัดเจนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องรับแขก ศิลายืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ถูกปิดทึบด้วยผ้าม่านหนาหนัก มือแกร่งข้างหนึ่งถือปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติที่เพิ่งผ่านการตรวจเช็กกระสุนอย่างคล่องแคล่ว สายตาคมกริบกวาดมองร่างโปร่งที่กำลังเดินกระสับกระส่ายอยู่กลางห้องด้วยความระอาปนระแวง เสียงคำรามต่ำของฟ้าผ่าด้านนอกดังสนั่นจนกระจกสั่นสะเทือน หยาดฝนเม็ดโตเริ่มโหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่ตัวบ้านในเซฟเฮาส์ลับกลางหุบเขา ความมืดมิดรอบด้านถูกตัดขาดด้วยแสงแฟลชสีขาวโพลนจากสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ บรรยากาศภายในห้องจึงเหลือเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟมุมห้องและเงาทอดยาวที่ไหววับตามจังหวะลมพายุ รวินทร์หยุดเดินทันทีเมื่อได้ยินคำเหน็บแนมนั้น นายแบบหนุ่มชื่อดังไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อสถานการณ์คับขันแม้แต่น้อย ใบหน้าเรียวสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมกวาดมองบอดี้การ์ดหนุ่มหัวรั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก ร่างระหงทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาหนังสีเข้มอย่างไม่ี่แยแส ราวกับพวกเขากำลังนั่งจิบไวน์ในงานปาร์ตี้ริมน้ำ ไม่ใช่กำลังหลบหนีมือสังหารของกวินที่อาจจะพังประตูเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ "ปากคอเราeรauนี่มันคมกว่ากระสุนปืนในมือคุณเสียอีกนะคะ คุณบอดี้การ์ด" รวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน ลากเสียงยาวอย่างจงใจยั่วประสาท "ฉันจะเดินยังไงมันก็เรื่องของฉัน หรือว่าคุณกลัว... กลัวว่าเสียงรองเท้าของฉันจะไปกลบเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของคุณเวลาอยู่ใกล้กันล่ะคะ?" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมดุหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ เขาผละออกจากหน้าต่างแล้วก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวร่างโปร่งด้วยความเร็วที่ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับกลิ่นอายความเครียดและหยาดเหงื่อบางเบาโชยเข้าแตะจมูก ศโน้มตัวลงต่ำจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนของนายแบบหนุ่มอย่างจงใจ "อย่าสำคัญตัวผิดไปเลยค่ะ คุณรวินทร์" ศิลากระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน น้ำเสียงจริงจังจนน่าขนลุก "สิ่งที่ฉันกลัวมีเพียงอย่างเดียว... คือการต้องมาคอยเช็ดก้นและเก็บกวาดศพคนดื้อรั้นที่เอาแต่ใจตัวเองจนไม่ฟังคำสั่งต่างหากล่ะ" หัวใจของรวินทร์กระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทที่สะท้อนภาพเงาของตัวเองอยู่ภายในนั้น ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้กลิ่นกายเฉพาะตัวของอดีตทหารหน่วยรบพิเศษโอบล้อมเขาไว้จนแทบหายใจไม่ออก รวินทร์เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ ความยียวนเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความตื่นตัวแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านไปตามปลายประสาท แต่ทว่า... ก่อนที่ทั้งสองจะได้ต่อปากต่อคำกันมากกว่านั้น เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ก็ดังสนั่นตามมาด้วยเสียง "ตัดขาด" ของกระแสไฟฟ้า พรึบ! ทั่วทั้งเซฟเฮาส์ตกอยู่ในความมืดสนิททันที มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่างเป็นระยะ "ไฟดับ..." รวินทร์อุทานเบาๆ ความเย็นวาบแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลัง ไม่ใช่เพราะความมืด แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณบางอย่างบอกว่า... 'พวกมันมาแล้ว' ศิลาไม่พูดพร่ำทำเพลง มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวของรวินทร์แล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทันที "เงียบ แล้วก้มตัวลงต่ำ" เขาสั่งเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งความลังเล ความเงียบงันเข้าปกคลุมภายในบ้านอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอก ประสาทสัมผัสทุกส่วนของศิลาถูกเร่งจนถึงขีดสุด หูคมกริบท่ามกลางความมืดจับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ประตูหน้าบ้าน เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ และ... เสียงบิดกลอนประตูที่พยายามไขเข้ามาอย่างเงียบเชียบ รวินทร์ถูกดึงให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผงอกกว้างของบอดี้การ์ดหนุ่ม มือเรียวเผลอควชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มของศิลาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าท่ามกลางอากาศหนเหน็บของพายุฝน ทำให้ความหวาดกลัวในใจลดทอนลงไปครึ่งหนึ่ง ศิลาใช้มือข้างหนึ่งโอบประคองเอวสอบของนายแบบหนุ่มไว้เพื่อบังคับให้หมอบต่ำลงไปหลังโซฟา ขณะที่มืออีกข้างยกปืนขึ้นเล็งตรงไปยังประตูทางเข้าที่กำลังถูกงัดแงะ แอ๊ด... เสียงบิดประตูเปิดออกดังขึ้นอย่างเชื่องช้าในความมืด ร่างทึบตันสามร่างในชุดคลุมสีดำสนิทและสวมหน้ากากอนามัยอำพรางใบหน้า ก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างระมัดระวัง ในมือของแต่ละคนถือปืนเก็บเสียงที่พร้อมเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อ ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขารู้ดีว่าพื้นที่จำกัดและสภาพแสงแบบนี้เป็นรองพวกมัน แต่ในฐานะอดีตหน่วยรบพิเศษ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปิดฉากก่อนที่พวกมันจะรู้ตำแหน่งที่ซ่อน ปัง! ปัง! เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นสองนัดซ้อน ทะลุผ่านความมืดและเสียงสายฝน ร่างของมือสังหารคนแรกที่ก้าวล้มพับลงกับพื้นทันทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง คนที่เหลือชะงักและหันกระบอกปืนมาทางทิศทางที่กระสุนพุ่งมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเปิดฉากยิงกราดใส่โซฟาที่ศิลาและรวินทร์หลบอยู่ เศษไม้และนวมโซฟากระจุยกระจายตามแรงกระสุน "บ้าเอ๊ย!" ศิลาสบถเบาๆ ก่อนจะดันรวินทร์ให้หมอบราบลงไปกับพื้น แล้วอาศัยจังหวะที่พวกมันกำลังเปลี่ยนกระสุน พุ่งตัวออกไปจากที่กำบังเพื่อเข้าประชิดตัวมือสังหารคนที่สอง การต่อสู้ระยะประชิดในความมืดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและดุเดือด เสียงเนื้อกระทบกันและเสียงหอบหายใจดังแข่งกับเสียงพายุ ศิลาใช้ทักษะการต่อสู้มือเปล่าบิดข้อมือของมือสังหารจนปืนหลุดจากมือ ก่อนจะกระแทกศอกเข้าที่กกหูจนร่างนั้นทรุดฮวบคราบพื้น แต่อีกฝ่ายที่เหลือไม่รอช้า พุ่งเข้ามาทางด้านหลังพร้อมกับมีดพกสั้นที่สะท้อนแสงแฟลชจากสายฟ้า "ศิลา ระวังข้างหลัง!" เสียงตะโกนด้วยความตกใจของรวินทร์ดังขึ้น นายแบบหนุ่มที่ควรจะหมอบนิ่งกลับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ร่างโปร่งพุ่งเข้ามาคว้าแจกันเซรามิกราคาแพงบนโต๊ะข้างโซฟาแล้วปาใส่ศีรษะของมือสังหารคนที่สามเต็มแรง จนร่างนั้นเซถลาเสียหลัก ศิลาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย หมุนตัวกลับไปซัดหมัดหนักๆ เข้าที่ใบหน้าของมันเต็มแรงจนสลบเหมือดไปในพริบตา ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นฝน ศิลายืนหอบหายใจถี่กระชั้น ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและฝุ่นละออง เขากวาดสายตามองรอบห้องอย่างรวดเร็วเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครหลงเหลืออยู่ ก่อนจะรีบสาวเท้ากลับมาหารวินทร์ที่นั่งพิงผนังห้องด้วยอาการตัวสั่นเทาเล็กน้อย แม้ปากจะเก่งแค่ไหน แต่เหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ก็ทำให้ความเข้มแข็งของนายแบบหนุ่มสั่นคลอนได้เช่นกัน ศิลานั่งยองๆ ลงตรงหน้า มือแกร่งยื่นไปจับไหล่บางทั้งสองข้างไว้แน่น ตรวจสอบร่องรอยบาดแผลด้วยความเป็นห่วงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึม "คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไร้ซึ่งความประชดประชัน มีเพียงความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น รวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตากับบอดี้การ์ดหนุ่มในความมืด ดวงตากลมโตไหวระริกก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก แม้เนื้อตัวจะมอมแมมและหวาดกลัว แต่ความดื้อรั้นก็ยังไม่จางหาย "ฉันไม่เป็นไรค่ะ..." รวินทร์ตอบเสียงแผ่ว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกันในระยะประชิด "แต่ถ้าคุณยังมองฉันด้วยสายตาหวานเชื่อมแบบนี้... ฉันอาจจะคิดว่าคุณแอบหลงเสน่ห์ฉันเข้าจริงๆ แล้วก็ได้นะคะ คุณบอดี้การ์ด" ศิลาชะงักไปเมื่อได้ยินคำเย้าแหย่นั้น หัวใจที่เคยเต้นรัวจากสนามรบเมื่อครู่ กลับเต้นผิดจังหวะด้วยเหตุผลอื่นอย่างสิ้นเชิง เขาจ้องมองริมฝีปากที่ขยับพูดจายียวนนั้นอย่างเผลอไผล ความใกล้ชิดและความไว้ใจที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นผ่านความเป็นความตายทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ศิลาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน รวินทร์กลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสองคู่ประสานกันในความมืดมิดที่มีเพียงแสงสายฟ้าด้านนอกคอยส่องนำทาง หัวใจของทั้งสองคนเต้นระรัวดังแข่งกับเสียงฝน ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะทาบทับเข้าหากันเพื่อเติมเต็มความรู้สึกที่ค้างคา เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องรับแขกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเป็นจังหวะ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบที่ดังแทรกผ่านเข้ามาจากภายนอก ทะลุเสียงพายุฝน "เปิดประตูให้หน่อยสิ... น้องรัก ฉันรู้ว่านายอยู่ในนั้น" ศิลาผละออกจากรวินทร์ทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าคมเข้มกลับมาเคร่งเครียดและเย็นชาขึ้นอีกครั้งในเสี้ยววินาที ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับกระชับปืนในมือแน่น ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่หลังกระจกใสท่ามกลางสายฝน นั่นไม่ใช่ลูกน้องของกวิน... แต่เป็นเสียงของคนที่พวกเขากำลังหนี และเป็นคนที่รวินทร์ไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดในเวลานี้ แบล็กเวลเวตหวังว่ารี้ดจะชอบตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%