"หลักฐานชิ้นนั้น หากมิได้อยู่ในมือของข้า เกรงว่าฝ่าบาทคงมิมีวันทรงตื่นจากบรรทมหลับอันยาวนานที่สร้างขึ้นเองหรอקเพคะ"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกรรไกรตัดหยกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน มู่หว่านชิงในชุดบุรุษนักเดินทางสีเข้ม ปักลายไผ่สลักด้วยด้ายเงินสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด นางกวาดสายตามองม้วนแผนที่หนังแกะตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ ทว่าสมองกลับหมุนวนคำนวณหมากทุกตาอย่างรวดเร็วดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก
การเดินทางสู่แคว้นใต้ ดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยไอพิษหมอกทมิฬและซากปรักหักพังของตระกูลขุนนางเก่าที่ถูกกวาดล้าง ไม่ใช่สถานที่ที่สตรีในห้องหอควรเหยียบย่าง แม้แต่นายทหารผู้กล้าหาญยังต้องผวาเมื่อได้ยินนามนี้ ทว่าสำหรับนาง... ที่นี่คือสนามประลองหมากกระดานสุดท้าย ที่จะสลัดพันธนาการทั้งหมดหลุดพ้นจากเงื้อมมือของราชสำนักและจวนอ๋อง
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าต้องการไปกับข้า"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากมุมมืดของห้องโถง เซียวจ้านก้าวออกมาจากเงาไม้ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬดูน่าเกรงขرامและดุดันยิ่งกว่ายามปกติ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นมิได้ทอดมองแผนที่บนโต๊ะ หากแต่จดจ้องร่างระหงของภรรยาในนามผู้พลิกผันหัวใจเขาอย่างลึกซึ้ง ไอร้อนจากกายแกร่งและกลิ่นอายสงครามจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นชาสมุนไพรในห้อง
มู่หว่านชิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปากอย่างเยືอกเย็น "ท่านอ๋องคิดว่า หม่อมฉันเป็นสตรีอ่อนแอที่ต้องรอให้สามีปกป้องอยู่แต่ในเรือนหลังเช่นนั้นหรือเพคะ? หรือท่านเกรงว่า... หากหม่อมฉันร่วมทางไปฃด้วย ความลับเรื่องกลยุทธ์กองทัพที่ท่านซ่อนไว้จะถูกขุดคุ้ยจนหมดสิ้นกันแน่"
เซียวจ้านแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันที่มักใช้ข่มขวัญศัตรูถูกคลี่ออก ทว่าในแววตากลับฉายประกายความระaอใจและลุ่มหลงอย่างปิดไม่มิด เขาเดินเข้าไปประชิดตัวนาง กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายคล้ายจะเบาบางลง มือหนาเอื้อมไปปอยผมสลวยที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนอย่างถือวิสาสะ "เจ้ามันปีศาจจำแลงชัดๆ หว่านชิง... เอาชนะใจคน ทำลายอำนาจราชสำนัก ยังไม่หนำใจเจ้าอีกหรือ ไยต้องเอาชีวิตน้อยๆ นี้มาเสี่ยงในดินแดนรกร้างที่แม้แต่ยมทูตยังเมินหน้าหนี"
"ชีวิตนี้เป็นของหม่อมฉัน หาใช่ของท่านอ๋องไม่" นางปัดมือเขาออกอย่างไม่แยแส ก่อนจะก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างที่เหมาะสม "หากไม่มีหลักฐานชิ้นนั้นตระกูลเซียวของท่านก็ยังคงเป็นเป้าสังหารของฮ่องเต้ และหม่อมฉัน... ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปชั่วชีวิต เช่นนั้นแล้ว การเดินทางครั้งนี้ จึงเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่าที่สุด มิใช่หรือเพคะ"
บรรยากาศระหว่างทั้งสองตึงเครียดขึ้นในทันที เคมีอันร้อนแรงและเฉียบคมปะทะกันกลางอากาศราวกับประกายไฟกระทบกับหินเหล็กไฟ คนหนึ่งคือแม่ทัพผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดิน เยือกเย็น ดุร้าย และเด็ดขาด แต่อีกคนคือนางพญาผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ เจ้าแผนการ และไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ทั้งคู่ต่างเป็นหมากตัวสำคัญที่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจควบคุมได้เบ็ดเสร็จ ทว่ากลับดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงโน้มถ่วงแห่งอำนาจและความลับที่ผูกพัน
"เตรียมตัวให้พร้อม... อีกหนึ่งเค่อ เราจะออกเดินทาง" เซียวจ้านเอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยประกาศิตที่ไม่อาจปฏิเสธ แม้ในใจจะปรารถนาเพียงซ่อนนางไว้ในที่ปลอดภัยที่สุดก็ตามที
มู่หว่านชิงพยักหน้ารับอย่างไม่สะทกสะท้าน นางหยิบยาเม็ดกันพิษสีหยกขึ้นมากลืนลงคอ ก่อนจะสวมหน้ากากหนังมนุษย์บางเบาเพื่ออำพรางใบหน้าสะสวยให้กลายเป็นเพียงองครักษ์หนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูเรือน เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กคนสนิทก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"ท่านอ๋อง! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
มหาเล็กหน้าตาตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำค้างยามวิกาล ในมือถือราชโองการลับประทับตราหยกทองคำที่ห่อหุ้มด้วยผ้าแพรสีเลือด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศิตเร่งด่วนสูงสุดจากในวังหลวง
เซียวจ้านขมวดคิ้วมุ่น รับม้วนผ้าแพรนั้นมาคลี่ออกอ่าน สายตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้แคว้นฉินทีละบรรทัด ทว่าทันใดนั้น... แววตาของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกลับไหววูบเป็นครั้งแรก รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างจนมหาเล็กตัวสั่นเทาหมอบราบกับพื้น
"มีอะไรหรือเพคะ?" มู่หว่านชิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความระแวง นางก้าวเข้ามาใกล้เพื่อมองข้ามหัวไหล่ของเขา และในวินาทีที่สายตาปะทะเข้ากับข้อความบรรทัดสุดท้ายบนราชโองการ หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำในบึงลึกของนางก็กระตุกวาบ
*‘พระราชโองการด่วน... ให้ท่านอ๋องเซียวจ้านนำกำลังพลครึ่งหนึ่งมุ่งหน้าสู่ชายแดนตะวันออกทันที ส่วนฮูหยินมู่หว่านชิง... ให้ถูกกักตัวไว้ที่ตำหนักเย็นในฐานะนักโทษกบฏ รอการไต่สวนในอีกสามวันข้างหน้า!’*
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้งอย่างน่ากลัว กลอุบายนัดหมายและแผนการเดินทางลับที่พวกเขาร่างขึ้นมาตลอดแรมเดือน พังทลายลงในพริบตา ราวกับว่ามีหนอนบ่อนไส้ล่วงรู้ทุกย่างก้าวของพวกเขา และจงใจชิงตัดหน้าเดินหมากตานี้ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ออกจากประตูเมืองเสียอีก!
เซียวจ้านค่อยๆ หันกลับมามองสตรีตรงหน้า ดวงตาคู่นคมดุจพยัคฆ์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ทว่าไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงประกายความดุร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากฟ้าดินให้พังทลาย
"ดูเหมือนว่า... หมากกระดานนี้ จะมีผู้เล่นคนที่สามซ่อนอยู่ ตั้งแต่แรกแล้วสินะ..." เซียวจ้านเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ขณะที่มือหนากระชับกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อนูนเด่น
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตื่นเต้นไปกับกลยุทธ์และการชิงไหวชิงพริบในบทนี้นะคะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว!•ตอนที่ 30
เดินทางสู่ดินแดนรกร้าง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!