เสียงคำรามต่ำดั่งอสูรกายจากขุมนรกดังสะท้านผืนปฐพี ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง ไม่ใช่เสียงกลองศึกทว่ามันคือ "เฮยเฟิง" พายุทรายทมิฬที่พัดโหมกระหน่ำกลืนกินผืนทะเลทรายไหหลานจนมืดมิดราวกับกลางคืน
มู่หว่านชิงถูกแรงกระชากจากมือหนารั้งร่างเข้าหาแนบอกแกร่งในเสี้ยววินาทีที่กำแพงทรายสูงเทียมฟ้าถล่มลงมาทับถมขบวนคาราวาน ความมืดมิดและฝุ่นผงละเอียดอัคนีคละคลุ้งจนแสบจมูก ทัศนียภาพรอบด้านถูกความวิปริตของธรรมชาติกลืนหายไปสิ้นเหลือเพียงเสียงคำรามฮùฮ่าของลมพายุที่กรีดกรายดั่งภูตผี
"อย่าปล่อยมือข้า!"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของเซียวจ้านตะโกนแข่งกับเสียงพายุ เขากระชากบังเหียนม้าศึกตัวสุดท้ายพุ่งทะยานเข้าไปในซอกผาทรายที่ยังพอมีโครงสร้างค้ำยัน ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกับร่างบางในอ้อมแขน พายุทรายด้านนอกบดบังแสงสว่างจนหมดสิ้น โลกทั้งใบเหลือเพียงกระโจมผ้าใบทหารที่ถูกกางขึ้นอย่างเร่งรีบในพื้นที่อับลม และคนทั้งสองที่ติดอยู่ภายใน
ภายในกระโจมขนาดกะทัดรัด แสงจากคบเพลิงสำริดส่องประกายวับแวมขับเน้นใบหน้าคมคายที่เปื้อนฝุ่นทรายของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ทว่ายามนี้แววตาคู่นั้นกลับระอุด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความนิ่งสงบ
มู่หว่านชิงหอบหายใจถี่กระชั้น นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่เปื้อนคราบฝุ่น ก่อนจะสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของตนเองและคนตรงข้าม เม็ดทรายละเอียดเล็ดลอดเข้ามาตามรอยต่อของผ้าใบ เสียงลมกรีดร้องอยู่ด้านนอกราวกับสัตว์ร้ายพยายามตะกุยเข้ามาฉีกกระชากพวกเขาทั้งเป็น
"ขบวนเสบียงข้างนอก... เสียหายหมดแล้วเพคะ" มู่หว่านชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นางพยายามจัดระเบียบอาภรณ์แพรพรรณที่หลุดลุ่ย แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด สติปัญญาและท่าทีสุขุมของยอดกุนซือหาได้สั่นคลอนไม่
"ช่างหัวเสบียงพวกนั้น" เซียวจ้านแค่นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของภรรยาอย่างละเอียด "เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?"
น้ำเสียงนั้นแม้จะพยายามควบคุมให้ราบเรียบ แต่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตระหนกที่เพิ่งผ่านพ้น มู่หว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าสบดวงตาคู่นั้น ความใกล้ชิดในพื้นที่จำกัดเพียงไม่กี่ตารางเมตรทำให้กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายดินปืนและเหงื่อไคลแผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาท เคมีอันตรายระหว่างทั้งคู่ถูกจุดประกายขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บของทะเลทรายยามพายุโหมกระหน่ำ
"หม่อมฉันมิได้เป็นอันใดเพคะท่านอ๋อง... แต่เกรงว่าสถานการณ์ตอนนี้จะไม่ง่ายนัก" นางเบนสายตาไปยังรอยต่อของกระโจมที่เริ่มสั่นไหวรุนแรงจากแรงลมภายนอก อุณหภูมิภายในลดฮวบลงอย่างรวดเร็วดั่งพลิฝ่ามือ ทะเลทรายยามกลางวันร้อนดั่งไฟ แต่มันจะเหน็บหนาวเสียดกระดูกยิ่งกว่าน้ำแข็งในยามที่พายุทรายเข้าโจมตี
เซียวจ้านไม่ตอบคำ เขาถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวนอกออกอย่างไร้ความลังเล แล้วทาบทับลงบนไหล่บอบบางของนาง แรงกระทำนั้นหนักแน่นและเด็ดขาดดั่งประกาศิต
"ใส่เสีย" เขากล่าวสั้นๆ ก่อนจะทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้านาง นิ้วมือหนาหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสำหรับบรรจุโอสถทหารออกมาจากอกเสื้อ เปิดจุกออกแล้วแต้มเนื้อครีมสมุนไพรกลิ่นฉุนเย็นลงบนรอยแผลถลอกที่ลำคอระหงของนางอย่างเบามือที่สุด
สัมผัสที่ปลายนิ้วหยาบกร้านผ่านผิวเนื้อนุ่มทำให้มู่หว่านชิงสะท้านเฮือก นางเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีในนาม บุรุษผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้ผู้ใด ยามนี้กลับก้มตัวลงทำแผลให้สตรีที่เขาเคยมาตร ràw หมิ่นหยามในวันวาน
"ท่านอ๋องทรงเปลี่ยนไปมากนะเพคะ" มู่หว่านชิงเอ่ยทำลายความเงียบ รอยยิ้มเยาะหยันบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ไม่เกรงว่าหากขันทีในวังหลวงล่วงรู้ว่าท่านอ๋องผู้เกรียงไกรกำลังนั่งเช็ดแผลให้ฮูหยินที่ทรงชังน้ำหน้า จะเอาไปนินทาจนราชสำนักสะเทือนหรือไฉน"
เซียวจ้านชะงักมือที่กำลังทาแผล ดวงตาคมดุหันขวับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสงบของนาง ประกายไฟแห่งความหึงหวงและอารมณ์ดิบเถื่อนบางอย่างฉายวาบขึ้นในนัยน์ตาคู่นั้น
"เจ้าคิดว่าข้ายังมองเจ้าเป็นฮูหยินที่น่ารังเกียจผู้เดิมอยู่อีกหรือ ชิงเอ๋อร์?" น้ำเสียงของเขาพร่าต่ำและเต็มไปด้วยแรงกดดัน ดึงรั้งร่างบางเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความมืดสลัวของกระโจม "ในสายตาข้า ยามนี้เจ้าไม่ใช่สตรีที่ถูกส่งมาเพื่อเป็นหมากทางการเมืองอีกต่อไป... แต่เป็นภรรยาเดียวในดวงใจที่ข้าพร้อมจะแลกด้วยชีวิต"
คำสารภาพที่หลุดออกมาท่ามกลางพายุทรายโหมกระหน่ำทำให้หัวใจของยอดกุนซือสาวกระตุกวูบ ความรู้สึกมั่นคงดั่งหินผาที่นางพยายามสร้างกำแพงกั้นไว้นานนับปีเริ่มสั่นคลอน นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้พูดจริงและทำจริง ท่ามกลางเกมการเมืองเรือนหลังและการแย่งชิงบัลลังก์กับฮ่องเต้ ความรักความลุ่มหลงนี้คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด... แต่มันก็หอมหวานเกินกว่าจะผลักไส
มู่หว่านชิงซ่อนประกายความไหววูบในดวงตาอย่างรวดเร็ว นางยกมือขึ้นแตะแผงอกแกร่งของเขา แกล้งหัวسةเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง
"ปากหวานเช่นนี้ เกรงว่าพระสนมลี่อินที่จวนคงจะอกแตกตายหากได้ยิน..."
ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ เซียวจ้านก็รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวแน่นขึ้น แรงปะทะทำให้ร่างทั้งสองล้มลงไปนอนทาบทับกันบนเบาะขนสัตว์ อ้อมแขนแกร่งโอบกอดนางไว้ราวกับกลัวว่าลมพายุจะพัดพาร่างนี้หายไปจากอก
"อย่าได้เอ่ยนามสตรีผู้นั้นขึ้นมาในยามนี้" เสียงกระซิบพร่าเลือนชิดริมฝีปากของนาง "สนใจแค่ข้า... มู่หว่านชิง"
บรรยากาศภายในกระโจมร้อนระอุขึ้นสวนทางกับความหนาวเหน็บภายนอก เคมีอันตรายระหว่างทั้งสองพุ่งทะยานถึงขีดสุดเมื่อริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
*แคว่ก!*
เสียงฉีกขาดของผ้าใบทิศทางด้านหลังกระโจมดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงพายุทราย!
เซียวจ้านผุดลุกขึ้นด้วยสัญชาตญาณนักรบ มือหนาคว้ากระบี่ประจำกายตวัดวาดออกไปในความมืดทันที!
ทว่า... สิ่งที่ปรากฏผ่านรอยฉีกขาดของผ้าใบ ไม่ใช่คมดาบของมือสังหารจากวังหลวงอย่างที่คาดคิด หากแต่เป็นวัตถุทรงกระบอกไม้ไผ่ที่ถูกโยนกลิ้งเข้ามาหยุดแทบเท้าของมู่หว่านชิง พร้อมกับข้อความเลือดบนผ้าดิบสีขาวที่แนบมาด้วยว่า—
*"ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลับ... ตัดหัวท่านอ๋อง เซ่นสังเวยพายุทราย!"*
ดวงตาของมู่หว่านชิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางก้มลงมองกระบอกไม้ไผ่สลักตราประทับมังกรห้าเล็บที่คุ้นตาเป็นอย่างดี ก่อนที่ความเย็นยะเยือกจะแล่นริ้วขึ้นจากไขสันหลัง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตื่นเต้นไปกับกลยุทธ์ในบทนี้นะคะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว!•ตอนที่ 31
พายุกลางทะเลทราย
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!