เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเรือนหลันฮวา หาได้ทำลายความสงบนิ่งบนใบหน้าของมู่หว่านชิงแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวระเรื่อยังคงบรรจงคีบก้านชาคุณภาพเยี่ยมลงในกาเคลือบกระเบื้องลายคราม ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับกำลังรจนาบทกวี มิใช่กำลังเผชิญหน้ากับพญายมแห่งสนามรบผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหด
เซียวจ้านหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง รัศมีกดดันจากร่างสูงใหญ่แผ่ซ่านจนอากาศรอบกายคล้ายจะหนาแน่นขึ้นเป็นเท่าตัว ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองร่างอรชรที่ไร้ซึ่งอาการหวาดผวาอย่างพินิจพิเคราะห์
"เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนมา?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันราวกับเสียงคำรามของสายฟ้าก่อนพายุใหญ่
มู่หว่านชิงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากช่างน่ามองแต่กลับซ่อนความคมกริบไว้เกินกว่าจะคาดเดา นางรินน้ำร้อนลงในถ้วยชา ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นผสมผสานกับกลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดี ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาไปเบื้องหน้าบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นฉิน
"ท่านอ๋องผู้ปราบประจิม เก่งกาจเรื่องการศึกจนเลื่องลือ แต่กลับละเลยสายตาของสตรีในเรือนหลัง... ช่างน่าขันนักเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เสียงฝีเท้าสามคู่ ย่างก้าวหนักแน่นสลับเบา ย่อมมิใช่บ่าวไพร่ในเรือนข้า ทว่าฝึกฝนวิชาตัวเบามาจากค่ายกลลับของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่านเอง... หากคนของท่านยังเข้าใกล้เรือนข้าในยามวิกาลโดยไร้ซึ่งการระวังภัยเช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่นาน ศัตรูที่จ้องจะเอาชีวิตท่านคงไม่ต้องออกแรงให้มากความ"
เซียวจ้านหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาสะท้อนความประหลาดใจที่ถูกเก็บซ้ำไว้อย่างมิดชิด เขาทราบดีว่ากองกำลังพยัคฆ์ทมิฬของตนฝึกฝนการเคลื่อนไหวมาอย่างไร แม้แต่ยอดฝีมือในยุทธภพยังยากจะแยกแยะเสียงฝีเท้าได้ในระยะสิบก้าว แต่นตรีบอบบางเบื้องหน้ากลับจำแนกมันได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
"เจ้ากำลังท้าทายข้า?" เซียวจ้านโน้มตัวลงมาใช้มือหนาบอบบางเชยคางนางขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตราวกับจะค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความเยือกเย็นนี้ "สตรีเช่นเจ้า เป็นใครกันแน่? สายลับจากฝ่ายใด ส่งมาเพื่อสืบราชกิจ หรือเป็นหมากตัวใหม่ของเสด็จพี่ที่ส่งมาปั่นป่วนจวนอ๋องของข้า"
มู่หว่านชิงมิได้สะท้านสะเทือน นางปล่อยให้เขายลโฉมใบหน้านี้ใกล้ๆ ความหอมจางๆ จากเรือนร่างของนางลอยเข้าจมูกของท่านอ๋องหนุ่มโดยไม่รู้ตัว นางยกย่องรอยยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อย
"สายลับหรือเพคะ? หากข้าเป็นสายลับ ป่านนี้คอของท่านคงหลุดจากบ่าไปตั้งแต่คืนเข้าหอแล้ว ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์... ท่านเรียกข้ามาเพื่อทดสอบความสามารถใช่หรือไม่? ถือว่าข้าสอบผ่านแล้วกระมัง?" นางเอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วเรียวยาวดันข้อมือแกร่งที่บีบคางนางไว้ออกอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง "ในเมื่อท่านทดสอบข้าแล้ว ถึงคราวที่ข้าต้องยื่นข้อเสนอบ้าง"
เซียวจ้านชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน น้อยครั้งนักที่จะมีผู้ใดกล้าต่อรองกับเขา ยิ่งเป็นสตรีในเรือนหลังด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
"ว่ามาสิ ข้อเสนออันใดของเจ้า ที่มีค่าพอให้ข้าต้องรับฟัง"
มู่หว่านชิงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะต่างกันมากแต่นางกลับยืนหยัดเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว รัศมีของความเย่อหยิ่งทระงนตนฉายชัดผ่านแววตาคู่สวย
"ข้าแต่งเข้ามาในจวนอ๋องด้วยความจำเป็น แต่มิได้หมายความว่าชีวิตของข้าจะต้องมาทิ้งไว้เพราะเกมการเมืองโสโครกของพวกท่าน" มู่หว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น กวาดสายตามองไปรอบห้องรับรอง "ในจวนหลังนี้ อนุภรรยาอย่างลี่อินใช้ยาพิษวางแผนกำจัดข้าตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามา ด้านนอกก็มีเงาหัวของบรรดาองค์ชายที่จ้องจะเด็ดหัวฮูหยินเอกอย่างข้าเพื่อตัดกำลังท่านอ๋อง ท่านเรียกร้องความภักดีและความฉลาดจากข้า แต่ท่านกลับไม่สามารถแม้แต่จะคุ้มครองความปลอดภัยให้ข้าพ้นจากเงื้อมมือของงูพิษในเรือนได้"
เซียวจ้านนิ่งเงียบ ฟังถ้อยคำอันอาจหาญที่หลุดออกมาจากปากสตรีตัวเล็กๆ บรรยากาศรอบตัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่น่าหวาดหวั่น ทว่ามู่หว่านชิงหาได้ใส่ใจ นางเชิดหน้าขึ้นประกาศกร้าว
"ดังนั้น ข้อเสนอของข้าคือ... หากภายในหนึ่งเดือนนี้ ท่านยังปล่อยให้คนในเรือนของท่านมารังควานข้า หรือไม่สามารถปกป้องข้าจากอันตรายภายนอกที่พุ่งเป้ามาที่ตำแหน่งฮูหยินเอกผู้นี้ได้..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกริบสบประสานกับนัยน์ตาพญาเหยี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว
"...ข้าจะเป็นฝ่ายยื่นหนังสือหยขาดจากท่าน และเดินออกจากจวนอ๋องแห่งนี้ด้วยตัวของข้าเอง!"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันราวกับป่าช้าก็เข้าปกคลุมทั่วห้องโถง อุณหภูมิรอบกายลดฮวบทันทีราวกับเข้าสู่เหมันตฤดู เซียวจ้านแผ่ไอสังหารรุนแรงออกมาจนมู่หว่านชิงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ แต่นางยังคงยืนหยัดตรงหน้าเขาอย่างมั่นคง ดั่งสนเขาที่ท้าทายพายุหิมะ
ท่านอ๋องหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยือกเย็นและอันตรายถึงชีวิต
"หยงขาดจากข้า? หึ... มู่หว่านชิง เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก คิดว่าจวนอ๋องแห่งนี้เป็นโรงเตี๊ยมข้างทาง อยากจะเข้าก็เข้า อยากจะออกก็ออกอย่างนั้นหรือ? สตรีที่ก้าวเข้ามาเป็นชายาของเซียวจ้านผู้นี้ ต่อให้ตาย ร่างกายนางก็ต้องฝังอยู่ในสุสานตระกูลเซียว!"
เซียวจ้านก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วจนร่างทั้งสองแทบจะแนบชิด มือหนาเอื้อมไปโอบเอวคอดกิ่วไว้แน่นดั่งคีมเหล็ก ก้มลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาดด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่แฝงไปด้วยความดุดันและอันตราย
"อยากลองดีกับข้าใช่ไหม? ได้... ข้าจะให้เวลาเจ้าพิสูจน์ตัวเองตามที่ต้องการ แต่จำไว้... หากครบหนึ่งเดือนแล้วเจ้ายังหาทางจัดการปัญหาในเรือนหลังไม่ได้ หรือคิดจะหนีไปจากข้าล่ะก็..."
เซียวจ้านหยุดพูดไปชั่วขณะ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไล้ริมฝีปากอิ่มของนางอย่างแผ่วเบา ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยไฟปรารถนาและอำนาจที่อยากจะครอบครอง
"...ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า นรกบนดินที่แท้จริง มันมีหน้าตาเช่นไร"
ในจังหวะที่หัวใจของมู่หว่านชิงเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่หลากลาย ทั้งความโกรธ ความท้าทาย และประกายความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นจากสัมผัสอันร้อนผ่าวของเขา
จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงรายงานตื่นตระหนกของพ่อบ้านหลี่ที่หน้าเรือน
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชครูซ่ง... นำราชโองการด่วนจากในวังหลวงมาถึงหน้าจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจ้านชะงักมือที่โอบเอวนนางไว้ ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองที่ประตูทันที รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขาอีกครั้ง ขณะที่มู่หว่านชิงกลับหรี่ตาลงมองออกไปเบื้องนอกด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างที่กำลังจะพลิกกระดานหมากตานี้ไปตลอดกาล...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในเกมการเมืองเรือนหลังนี้ไปพร้อมกับข้า "ดอกโบตั๋นพันปี" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว!•ตอนที่ 4
ข้อเสนออันน่าขัน
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!