เสียงพิณบรรเลงจังหวะเร้าใจดังก้องกังวานไปทั่วตำหนักรับรอง แสงเทียนนับร้อยเล่มไหววูบตามแรงลมราตรีที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตร บรรยากาศภายในงานฉลองครบรอบวันคล้ายวันประสูติขององค์ชายสามคลาคล่ำไปด้วยขุนนางผู้ใหญ่และเหล่าสนوەกสนาน แต่สำหรับมู่หว่านชิงแล้ว งานเลี้ยงนี้มิใช่การเฉลิมฉลอง หากแต่มันคือทุ่งสังหารที่ไร้เสียงดาบ
นางนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอม อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีแดงชาดขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกอุ่น ปิ่นทองคำประดับไข่มุกราตรีสั่นไหวเบา ๆ ทุกครั้งที่นางขยับศีรษะ สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวลาดตระเวนมองผ่านม่านโปร่ง กวาดผ่านร่างของลี่อินที่กำลังแย้มยิ้มหวานเชื่อมอยู่ข้างกายขุนนางฝ่ายกระทรวงกลาโหม ท่าทางเย้ายวนจอมปลอมนั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก ในสายตาของมู่หว่านชิง ลี่อินเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็ก ๆ ที่โง่เขลาและยอมตกเป็นเครื่องมือให้คนชักใยโดยไม่รู้ตัว
จอกสุราในมือถูกยกขึ้นจิบช้า ๆ รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอทว่าสติกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าเดิม
"ฮูหยิน... ดื่มน้อยไปหน่อยกระมังเพคะ" เสียงหวานหยดย้อยของลี่อินดังขึ้น พร้อมกับร่างที่ระทดระทวยเดินเข้ามาใกล้ นางถือเหยือกสุราลวดลายประณีตเข้ามาหมายจะรินเพิ่มให้ "งานรื่นเริงเช่นนี้ ไฉนท่านจึงทำหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังตัดสินคดีความเล่าเพคะ"
มู่หว่านชิงปรายตามองอีกฝ่าย รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่มุมปากเล็กน้อย "คนบางคนต่อให้สวมชุดหรูหราเพียงใด ก็ยังคงกลิ่นอายของสุนัขรับใช้ไม่เสื่อมคลาย เจ้าว่าจริงหรือไม่ อนุลี่"
ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตของลี่อินกระตุกวูบ รอยยิ้มเกือบจะรักษาไว้ไม่อยู่ "ท่าน... ฮูหยินช่างล้อเล่นเก่งนัก เพคะ"
"ข้าไม่ได้ล้อเล่น" มู่หว่านชิงวางจอกสุราลงกระทบโต๊ะเสียงดัง 'กริ๊ง' น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังกดดันจนลี่อินต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "ระวังตัวไว้ให้ดีเถิด งานเลี้ยงค่ำคืนนี้... เลือดของใครบางคนอาจจะกลบเสียงดนตรีเหล่านี้จนหมดสิ้นก็ได้"
ยังไม่ทันที่ลี่อินจะได้เอ่ยคำใดโต้แย้ง ทันใดนั้นเอง! ประตูบานใหญ่ของตำหนักก็ถูกผลักกระแทกเปิดออกด้วยกำลังภายในอันรุนแรง สายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกจนเปลวเทียนเกือบดับวูบ เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังระդัดเมื่อเงาดำนับสิบสายพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับดาบส่องประกายวาววับในมือ
นักฆ่าชุดดำปิดบังใบหน้าด้วยผ้าแพรสีทมิฬ พุ่งเป้าตรงมายังโต๊ะประธานที่เซียวจ้านนั่งอยู่ทันที!
ความโกลาหลบังเกิดชั่วพริบตา เหล่าขุนนางและสตรีต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน เสียงข้าวของแตกหักและเสียงกรีดร้องประสานกันระงม ทว่าท่ามกลางความพินาศย่อยยับนั้น ร่างสูงสง่าของเซียวจ้านกลับมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกราบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองกลุ่มนักฆ่าที่พุ่งเข้ามาด้วยความเยือกเย็น ราวกับเขารับรู้การมาถึงของพวกมันอยู่แล้ว
"อ๋องหนุ่มผู้จองหอง วันนี้คือวันตายของเจ้า!" หัวหน้านักฆ่าคำรามก้อง พร้อมกับตวัดดาบหมายปลิดชีพ
มู่หว่านชิงมิได้ตื่นตระหนก นางเพียงแต่ยกมือขึ้นปัดเศษแก้วบนโต๊ะออกเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเย้ยหยันออกมาอย่างเด่นชัด *โง่เขแต่งนัก... คิดว่าท่านอ๋องของนางเป็นปลาในอ่างหรือไร*
เพล้ง!
เสียงธนูแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ลูกศรนับร้อยดอกจะพุ่งทะลุหลังคาและหน้าต่างกระดาษเข้ามาปักร่างของนักฆ่ากลุ่มนั้นจนพรุนในชั่วพริบตา เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนพรมราคาแพงจนกลายเป็นสีคล้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว
กลุ่มนักฆ่าที่เคยฮึกเหิม กลับกลายเป็นศพนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเข้าออก
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วตำหนักอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้น่ากลัวยิ่งกว่ายามที่โกลาหล เซียวจ้านค่อย ๆ วางจอกสุราในมือลง เสียงโลหะกระทบไม้ดังชัดเจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนที่ยังหลงเหลืออยู่ เขาปรายตามองศพตรงหน้าด้วยแววตาไร้ความปรานี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่าง จนลี่อินที่ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวถึงกับตัวสั่นเทา ปัสสาวะราดรดอาภรณ์จนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง
"คิดไม่ถึงว่า... ฮ่องเต้จะทรงใจร้อนถึงเพียงนี้ ส่งคนมาต้อนรับข้าถึงกลางงานเลี้ยงเชียวหรือ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความเกรงกลัว สร้างความตกตะลึงให้แก่ขุนนางที่แอบลักลอบส่งข่าวให้ราชสำนักอย่างยิ่ง
เซียวจ้านก้าวเท้าผ่านกองเลือดเดินตรงมาหามู่หว่านชิง ร่างสูงใหญ่หยุดยืนเบื้องหน้านาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบไว้เบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระชับแน่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือทำให้มู่หว่านชิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เคมีอันลุ่มลึกและมั่นคงราวกับขุนเขาผสานเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางซากศพและการนองเลือด
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่... รอดูละครฉากใหญ่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้เท่านั้น" มู่หว่านชิงเอ่ยเสียงเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"เจ้าชอบใจก็ดีแล้ว" เซียวจ้านกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดกับนาง ก่อนที่เขาจะหันไปตวัดสายตาดุดั่งคมดาบไปยังขุนนางผู้ใหญ่ที่กำลังตัวสั่นงกเงิ่นอยู่มุมห้อง "จับพวกมันทั้งหมดแยกสอบสวน ใครกล้าปริปากแพร่งพรายเรื่องนี้ มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!"
เหล่าทหารองครักษ์กรูเข้ามาปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว ลี่อินถูกลากตัวออกไปอย่างไม่ใยดี เสียงกรีดร้องขอชีวิตของนางเงียบหายไปกับความมืดมิดยามราตรี
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์ทุกอย่างกำลังอยู่ในกำมือของเซียวจ้านนั้นเอง ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเท้าเร็วจี๋เข้ามาในตำหนัก ท่าทางตื่นตระหนกและใบหน้าที่ซีดเผือดผิดปรกติทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครา
"ท่าน... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงแทบเท้า ร่างกายสั่นเทิ้มจนหมวกแทบหลุด "พระราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ฮ่องเต้ทรง... ฮ่องเต้ทรงเสด็จสวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หว่านชิงชะงักกึก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันขวับไปมองหน้าเซียวจ้านทันที และที่นั่น... ภายใต้แสงเพลิงอันวับแวม นางกลับเห็นเพียงรอยยิ้มเรียบเฉย เย็นชา และทรงอำนาจที่สุดในรอบหลายปีของสามีตนเอง
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตื่นเต้นไปกับกลยุทธ์และการชิงไหวชิงพริบในบทนี้นะคะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว!•ตอนที่ 23
แสงไฟและการนองเลือด
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้ว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!