“อย่าเข้ามา... ได้โปรด อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้เลย”
เสียงสั่นเครือที่หลุดลอดออกมาจากลำคอของริน ไม่ได้เพียงแค่แหบพร่า แต่มันเต็มไปด้วยรอยร้าวที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มือเรียวบางที่เคยหยิบจับเครื่องมือช่างไม้อย่างคล่องแคล่ว บัดนี้กำลังสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ เขาถอยร่นไปจนแผ่นหลังปะทะเข้ากับผนังห้องสตูดิโอไม้หลังเล็ก กลิ่นไอของไม้สนที่เคยทำให้เขารู้สึกสงบ กลับกลายเป็นกลิ่นอับชื้นที่บีบคั้นลมหายใจ
พฤกษ์หยุดฝีเท้าลงทันที ระยะห่างระหว่างเขากับรินไม่ถึงสามก้าว แต่มันกลับรู้สึกเหมือนเป็นเหวที่กว้างใหญ่ไพศาล สายตาของชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้แสดงความโกรธเคือง มีเพียงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในแววตาคมกริบนั้น
“ริน... ฟังผมนะ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มันไม่ใช่ความผิดของเธอ” พฤกษ์พยายามปรับเสียงให้เบาและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขารู้ดีว่าในยามที่รินตกอยู่ในภาวะเปราะบางเช่นนี้ คำพูดที่เสียงดังเพียงนิดอาจกลายเป็นมีดที่กรีดลงบนแผลใจเดิม “การที่คนเหล่านั้นบุกเข้ามาหาเรื่องที่ร้าน ไม่ได้แปลว่าเธอเป็นต้นเหตุ”
“ไม่ใช่ความผิดของฉันเหรอ?” รินแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยหยาดใสสั่นระริก “เพราะฉัน... เพราะฉันคนเดียว ร้านของพี่พฤกษ์ถึงต้องพังเสียหายแบบนั้น ถ้าฉันไม่ก้าวออกมาจากห้องนี้ ถ้าฉันไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถมีชีวิตเหมือนคนอื่นได้ เรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น!”
รินกอดตัวเองแน่นขึ้น นิ้วมือจิกลงบนหัวไหล่จนขึ้นรอยแดง เขาตัดสินใจหมุนตัวกลับหลังแล้ววิ่งเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะปิดประตูลงล็อกด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงกลอนประตูกระแทกดัง ‘ปัง’ ก้องไปทั่วทั้งพื้นที่
ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมทันที มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ที่ลอดผ่านรอยแยกของประตูออกมา พฤกษ์ทรุดตัวลงนั่งพิงประตูห้องนอนนั้นอย่างหมดแรง เขารับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากอีกฟากหนึ่ง รินไม่ได้แค่ขังตัวเองจากเขา แต่รินกำลังขังตัวเองไว้ในคุกแห่งความรู้สึกผิดที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง
“ริน... ออกมาเถอะนะ ผมไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นคนเก่งที่แบกโลกไว้คนเดียว ผมแค่ต้องการให้เธออยู่ตรงนี้ กับผม” พฤกษ์พูดกับบานประตูไม้บานนั้น น้ำเสียงของเขาสั่นเครือไม่ต่างกัน “ริน... ถ้าเธอเงียบแบบนี้ ผมจะทำยังไง... ผมจะปกป้องเธอได้ยังไงถ้าเธอปิดกั้นหัวใจตัวเองแบบนี้”
ภายในห้องนอนที่มืดมิด รินทรุดตัวลงนั่งขดตัวอยู่มุมห้อง มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดหูแน่น ภาพของชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นที่บุกเข้ามาในร้านของพฤกษ์เมื่อช่วงบ่ายยังคงติดตา ทั้งสีหน้าก้าวร้าว คำพูดดูถูกเหยียดหยาม และการลงมือทำลายข้าวของเครื่องใช้ในร้าน... ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะพวกมันตามตัวเขามา
‘เพราะแกคนเดียว ริน... เพราะแกนำพาความโชคร้ายมาให้คนรอบข้าง’ เสียงจากส่วนลึกในใจกระซิบซ้ำๆ
เขารู้ดีว่าพฤกษ์ดีกับเขาแค่ไหน ร้านต้นไม้ที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น บัดนี้กลับมีเพียงเศษซากต้นไม้ที่หักโค่นและกระถางที่แตกละเอียด พฤกษ์พยายามยิ้มให้เขา พยายามบอกว่า ‘เดี๋ยวก็ซ่อมใหม่ได้’ แต่รินเห็น... เขาเห็นความเหนื่อยล้าในแววตาคู่นั้น
เขาเป็นภาระ... เขาเป็นจุดอ่อนที่ทำให้คนที่รักเขาต้องมาเดือดร้อน
ผ่านไปหลายชั่วโมงจนแสงจันทร์เริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก รินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ความหิวโหยหรือความเหนื่อยล้าไม่ได้มีความหมายเลยเมื่อเทียบกับความเจ็บปวดในอก ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่หน้าบ้านก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงเคาะจากพฤกษ์ที่เขารอคอย หรือเสียงจากเมฆเพื่อนสนิทที่พยายามโทรหาเขานับสิบสาย
มันเป็นเสียงเคาะที่หนักแน่น... และชวนให้รู้สึกขนลุก
“ริน... พฤกษ์ไม่อยู่แล้วนะ เปิดประตูให้พี่หน่อยสิ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยที่ดังลอดมาจากหน้าบ้านทำให้รินตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเขาแทบหยุดนิ่งไปทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ความหวาดกลัวที่เขาพยายามฝังกลบไว้ กำลังย้อนกลับมาในรูปแบบที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
ไม่ใช่แค่การทำลายร้าน... แต่มันคือการไล่ล่าที่ไม่มีวันจบสิ้น
มือของเขาสั่นจนคุมไม่อยู่ขณะพยายามคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัว แต่เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้หน้าห้องนอนเรื่อยๆ กลับทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หมอกไม้ไผ่เสมอมานะคะ
ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก•ตอนที่ 35
ความหวาดกลัวที่ถาโถม
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!