"เก็บข้าวของของคุณไปให้หมด แล้วออกไปจากชีวิตของรินเสียที"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของพฤกษ์ดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้น เขาไม่ได้ตะคอก แต่น้ำเสียงนั้นกลับเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกถึงไอความตาย มือหนาที่กำด้ามค้อนช่างไม้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขยับเคลื่อนมาบังร่างบางของรินไว้มิดชิด ราวกับกำแพงมนุษย์ที่ไม่มีวันพังทลาย
ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน—พ่อแท้ๆ ผู้ทอดทิ้งลูกชายไปในวันที่รินเปราะบางที่สุด—หัวเราะหึในลำคอ ดวงตาคมกริบที่ถอดแบบมาจากรินกวาดมองเครื่องเรือนไม้ที่วางเรียงรายอยู่ภายในห้องด้วยสายตาเหยียดหยาม
"พฤกษ์... ใจเย็นก่อนนะคะ" รินกระซิบเบาๆ มือบางเอื้อมไปแตะแขนแกร่งของอีกฝ่าย สัมผัสถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวเขม็ง แม้หัวใจของรินจะเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่ลึกๆ ในความรู้สึกที่เคยแตกสลาย กลับเริ่มมีไออุ่นของความกล้าหาญแผ่ซ่านเข้ามา
รินก้าวออกมาจากด้านหลังพฤกษ์ ช้าๆ ทว่าหนักแน่น ดวงตากลมโตที่เคยสั่นไหวเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยที่เย็นชาไม่ต่างกัน เขาไม่ได้มองอดีตที่ทำร้ายเขาด้วยสายตาตัดพ้ออีกต่อไป แต่มองด้วยสายตาของคนที่เพิ่งตระหนักได้ว่า... คนตรงหน้าไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิตเขาอีกแล้ว
"คุณพ่อ... ไม่สิ" รินหยุดเว้นจังหวะลมหายใจ เสียงของเขาไม่สั่นพร่าเหมือนทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต "คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาที่นี่ และไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องสิ่งที่ผมสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง"
ชายวัยกลางคนชะงัก สายตาที่เคยดูแคลนเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ "ริน... นี่คือวิธีที่ลูกต้อนรับคนที่ให้กำเนิดอย่างนั้นหรือ? ลูกดูเปลี่ยนไปมากนะ ตั้งแต่มาขลุกอยู่กับไอ้คนทำสวนนี่"
"เขาไม่ใช่แค่คนทำสวนค่ะ" รินขัดขึ้นทันควัน แผ่นหลังบางเหยียดตรง "เขาเป็นคนที่สอนให้รินรู้จักคำว่า 'บ้าน' ในวันที่คุณโยนทิ้งขว้างรินไว้กลางทะเลความโศกเศร้า เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยังนึกไม่ออกว่าจะต้องพูดอะไรนอกจากคำโกหก ก็เชิญออกจากที่นี่ไปเถอะค่ะ"
พฤกษ์เหลือบมองคนข้างกายด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความเดือดดาลเป็นความภาคภูมิใจ เขาเก็บค้อนลงข้างตัว ก่อนจะโอบไหล่บางไว้หลวมๆ เป็นการยืนยันว่าเขาพร้อมจะเคียงข้างไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานไม้ มีเพียงเสียงติ๊กของนาฬิกาแขวนผนังที่ดูเหมือนจะดังกว่าปกติ
"ฉันไม่ได้มาเพื่อทะเลาะ" ชายวัยกลางคนปรับน้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลขึ้น พยายามใช้จิตวิทยาแบบเดิมที่เคยทำให้รินต้องยอมจำนน "ธุรกิจที่บ้านกำลังมีปัญหา ริน... พ่อต้องการคนที่มีฝีมือเรื่องงานฝีมือไม้กลับไปช่วยที่โรงงาน ถ้าลูกกลับไป ทุกอย่างที่นั่นจะเป็นของลูก พ่อแก่แล้ว ถึงเวลาที่ลูกควรกลับไปรับช่วงต่อเสียที"
รินหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขและเต็มไปด้วยความสมเพช "ธุรกิจที่พังทลายเพราะความโลภของคุณน่ะเหรอคะ? หรือที่กลับมาวันนี้ เพราะคนทางนั้นเขาไม่เหลือใครให้ใช้งานแล้ว?"
"ริน!" ชายตรงหน้าเริ่มมีน้ำโห ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ
"ออกไปค่ะ" รินย้ำ คำพูดนั้นสั้นและชัดเจนราวกับการตัดสินใจของไม้ที่ถูกเลื่อยขาดออกจากกัน "รินไม่ใช่เด็กชายตัวเล็กๆ ที่จะเชื่อฟังคำสั่งของคุณเพื่อแลกกับความรักที่ไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว ชีวิตของรินตอนนี้... มันมีค่าเกินกว่าจะเอาไปแลกกับเศษเสี้ยวของสมบัติที่คุณมองว่ามันคือทุกอย่าง"
คนเป็นพ่อถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่คิดว่าลูกชายที่เคยอ่อนแอและร้องไห้ทุกครั้งที่ถูกดุด่า จะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความขุ่นเคืองก่อนจะหันหลังเดินกระแทกเท้าออกจากห้องไป โดยไม่ลืมทิ้งทวนด้วยคำพูดที่กรีดลึกไปถึงหัวใจ
"แกจะเสียใจที่เลือกไอ้คนต่ำต้อยนี่ แทนที่จะเป็นอนาคตที่ฉันเตรียมไว้ให้ ริน... แล้ววันหนึ่งแกจะต้องคลานกลับมาหาฉันเอง"
ประตูบ้านปิดลงเสียงดังสนั่น ทิ้งให้ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบและไออุ่นจากพฤกษ์ รินโอนอ่อนลงทันทีที่ความกดดันหายไป ร่างบางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่เขาเป็นคนทำขึ้นเองด้วยมือ แรงสั่นที่ไม่อาจควบคุมได้เริ่มแผ่ออกมา
พฤกษ์ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าริน มือหนาประคองใบหน้าหวานที่กำลังเริ่มมีหยดน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาสบตา "เก่งมากครับ... รินเก่งที่สุดเลย"
รินโผเข้ากอดพฤกษ์แน่น กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและดินชื้นจากตัวพฤกษ์ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในอกที่เคยฝังรากลึก เขาเพิ่งก้าวผ่านกำแพงที่ขวางกั้นตัวเขามาตลอดชีวิตได้สำเร็จ แต่ชัยชนะในครั้งนี้กลับทิ้งรอยแผลที่เขายังไม่รู้เลยว่ามันจะจางหายไปได้เมื่อไหร่
ในขณะที่รินกำลังซุกหน้าลงกับไหล่กว้างเพื่อซ่อนความอ่อนแอ เสียงโทรศัพท์ของพฤกษ์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความสงบสุขนั้น พฤกษ์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ เป็นเบอร์แปลกที่ไม่เคยบันทึก แต่พฤกษ์กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีที่กดรับสาย
"ว่าไงนะ? ...ใช่ ผมพฤกษ์ครับ" รินเงยหน้าขึ้นมองพฤกษ์ที่เริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด มือของพฤกษ์ที่โอบหลังรินอยู่เริ่มสั่นน้อยๆ จนรินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ "คุณหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่า 'ของสิ่งนั้น' ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว?"
พฤกษ์หันมามองรินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะกระซิบประโยคที่ทำให้โลกของรินหยุดหมุน "ริน... คนที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ เขาไม่ใช่พ่อของคุณคนเดียวที่มาวันนี้ แต่เขากำลังร่วมมือกับใครบางคนที่รู้เรื่อง 'ความลับในห้องใต้ดิน' ของเราแล้ว"
หมอกไม้ไผ่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้รินและพฤกษ์เสมอมานะคะ
ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก•ตอนที่ 29
ก้าวข้ามความเจ็บปวด
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!