"ถ้ามือของรินยังสั่นขนาดนี้ ผมเกรงว่าลูกค้าคนแรกของวันนี้ คงจะได้งานศิลปะที่มีลวดลายแปลกประหลาดกว่าที่ตั้งใจไว้นะคะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือหนาที่วางทาบลงบนหลังมือของรินอย่างแผ่วเบา รินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวออกมาเพื่อสลัดความตื่นเต้นที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดทั้งคืน เขาก้มมองกล่องไม้สนขัดเงาในมือ ลายไม้ที่เขาสรรค์สร้างอย่างประณีตดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาในยามที่แสงไฟสลัวจากในร้านส่องกระทบ
"ผมแค่... ตื่นเต้นครับคุณพฤกษ์" รินละล่ำละลักบอก มือที่ถือคัตเตอร์เริ่มนิ่งขึ้นเมื่อรับรู้ถึงไออุ่นจากพฤกษ์ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง "มันเหมือนฝันไปเลย ร้านที่เราช่วยกันปั้นมากับมือ กำลังจะเปิดม่านต้อนรับคนแปลกหน้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า"
พฤกษ์ไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เขาเพียงแค่กระชับมือที่วางบนไหล่รินให้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงตัวไปเปิดม่านหน้าต่างร้านที่ทำจากไม้ไผ่สาน ประสานสายตามองออกไปนอกถนนที่เริ่มมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา
"ความกลัวเป็นเรื่องปกติค่ะริน แต่จำไว้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างนอกนั่น ที่นี่... 'ใต้เงาไม้ไผ่' แห่งนี้ จะเป็นห้องที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับรินเสมอ"
"ขอบใจนะ... ขอบใจจริงๆ ที่เชื่อมั่นในตัวคนอย่างผม" รินหันไปสบตาคนตัวสูงกว่า ดวงตากลมโตคู่นั้นมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยายใดๆ พฤกษ์ยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้ทำเพียงแค่ขยับกล้ามเนื้อใบหน้า แต่ส่งผ่านไปถึงแววตาที่จ้องมองมาอย่างหวงแหน
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นทำลายความเงียบที่แสนหวาน เมฆเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในร้าน ใบหน้าของเพื่อนสนิทดูตื่นเต้นกว่าเจ้าของร้านเสียอีก ในมือถือช่อดอกไม้แห้งขนาดใหญ่ที่ดูเข้ากับบรรยากาศร้านเป็นที่สุด
"จะเปิดร้านแล้วยังทำหวานใส่กันอยู่อีกเหรอคะคุณพี่พฤกษ์! ริน! คนข้างนอกน่ะรอคิวกันยาวเหยียดแล้วนะ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะฉันช่วยกันไว้ ป่านนี้คงกรูเข้ามาชมความงามของชิ้นงานไม้ในร้านเธอจนขยับตัวไม่ได้แล้วล่ะ" เมฆพูดพลางหัวเราะร่า ก่อนจะวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะเคาน์เตอร์ไม้โอ๊ค "วันนี้คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่นะริน ไม่ต้องกลัวสายตาใครแล้ว"
รินมองผ่านกระจกออกไป เห็นเงาตะคุ่มของกลุ่มคนหลายคนยืนอออยู่หน้าร้าน ความรู้สึกประหม่าที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอิ่มเอมใจ เขาหันไปหาพฤกษ์ที่ผายมือเชิญให้เขาเป็นคนก้าวออกไปเปิดประตูร้านด้วยตนเอง รินสูดลมหายใจเข้าลึก เดินไปที่ประตูไม้สักบานสวย มือบางเอื้อมไปจับลูกบิดไม้แกะสลักที่เขาสร้างเองกับมือ
ความรู้สึกเหมือนการก้าวผ่านเส้นขนานระหว่าง 'โลกที่ปิดกั้น' กับ 'โลกแห่งความจริง' กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนี้
"พร้อมนะคะ?" พฤกษ์ถามย้ำอีกครั้ง
รินพยักหน้า ก่อนจะหมุนลูกบิดแล้วดันประตูออก แสงแดดอุ่นยามสายสาดส่องเข้ามาในร้าน กลิ่นหอมของไม้สนและต้นไม้กระถางเล็กๆ ที่พฤกษ์จัดวางไว้อย่างมีศิลปะฟุ้งกระจายต้อนรับแขกผู้มาเยือน เสียงพูดคุย เสียงทักทาย และรอยยิ้มของผู้คนเริ่มเติมเต็มห้องเล็กๆ ที่เคยเงียบเหงาให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ
ตลอดทั้งวันนั้น รินได้พบกับผู้คนมากมายที่ชื่นชมผลงานของเขา ทุกคำชมเชยเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่เคยแห้งเหือด เมฆคอยเป็นธุระดูแลความเรียบร้อยของเครื่องดื่มและขนมในร้าน ขณะที่พฤกษ์ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังอันอบอุ่น คอยดูแลรินไม่ห่าง ไม่ว่ารินจะขยับไปมุมไหนของร้าน พฤกษ์มักจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยรับส่งอุปกรณ์ หรือเพียงแค่ส่งสายตาให้กำลังใจในยามที่รินเริ่มเหนื่อยล้า
จนกระทั่งเย็นย่ำ เมื่อลูกค้าคนสุดท้ายก้าวออกจากร้านไป พฤกษ์ก็จัดการพลิกป้ายเป็น 'Close' แล้วล็อคประตูร้านอย่างมิดชิด ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่ต่างไปจากเดิม มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมและความสุข
"สำเร็จแล้วนะริน" เมฆพูดพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวยาว "วันนี้ยอดขายถล่มทลายจริงๆ ฉันล่ะภูมิใจในตัวเธอเหลือเกิน"
รินยิ้มจนแก้มตอบ เขาเดินไปรินชาสมุนไพรส่งให้พฤกษ์และเมฆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ พฤกษ์ ทั้งสามพูดคุยกันถึงเรื่องราวตลอดทั้งวันด้วยความเพลิดเพลินใจ จนกระทั่งเมฆขอตัวกลับไปพักผ่อนเพราะความอ่อนล้า ทิ้งให้รินและพฤกษ์อยู่กันเพียงลำพังในห้องที่รักแห่งนี้
รินมองดูแสงไฟสลัวที่สะท้อนบนชิ้นงานไม้ที่เหลืออยู่บนชั้นวาง ความฝันของเขาไม่เพียงแค่เป็นจริง แต่มันยังได้มากกว่าที่หวังไว้ เขาหันไปมองพฤกษ์ที่กำลังนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวที่รินตั้งใจทำขึ้นให้เขาโดยเฉพาะ
"คุณพฤกษ์คะ..." รินเรียกเบาๆ
พฤกษ์ลืมตาขึ้น สายตาคมคายจ้องมองรินอย่างอ่อนโยน "ว่าอย่างไรคะ?"
"ขอบคุณที่ทำเพื่อรินมาตลอดนะคะ ถ้าไม่มีคุณ... ผมคงไม่กล้าก้าวออกจากห้องนั้น และคงไม่ได้เห็นแสงสว่างที่ปลายทางแบบวันนี้"
พฤกษ์ขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือบนศีรษะของคนตัวเล็กแล้วลูบเบาๆ "แสงสว่างที่รินเห็นน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่ผมหยิบยื่นให้หรอกค่ะ แต่เป็นเพราะรินกล้าที่จะเปิดหน้าต่างหัวใจของตัวเองออกมาต่างหาก ผมแค่เป็นคนคอยประคองให้รินก้าวเดินได้มั่นคงขึ้นเท่านั้นเอง"
บรรยากาศเริ่มอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่ห้ามไม่ได้ รินโน้มตัวเข้าไปซบไหล่หนา พฤกษ์โอบกอดรินไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบกำลังขับกล่อมความรู้สึกของทั้งคู่ให้แนบแน่น เสียงเคาะประตูร้านก็ดังขึ้นสามครั้ง... ปัง ปัง ปัง!
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว รินขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ "ดึกป่านนี้แล้ว ใครกันคะ?"
พฤกษ์ลุกขึ้นยืน ร่างสูงกำยำบังตัวรินไว้ด้านหลังดั่งสัญชาตญาณนักปกป้อง ก่อนจะเดินไปที่ประตูไม้สัก เขาแง้มประตูออกเพียงเล็กน้อย ทว่าเมื่อมองลอดช่องว่างนั้น ใบหน้าของพฤกษ์ก็เปลี่ยนไปทันที สีหน้าท่าทางนิ่งเฉยถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
"คุณ... มาที่นี่ได้อย่างไร?" พฤกษ์เอ่ยถาม เสียงนั้นสั่นพร่าอย่างที่รินไม่เคยได้ยินมาก่อน
รินเดินก้าวออกมาจากด้านหลังพฤกษ์ด้วยความสงสัย แต่เมื่อเขาเห็นเงาของคนที่ยืนอยู่หน้าประตูร้านชัดๆ หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างนั้นดูสูงโปร่งและสง่างามผิดกับคนธรรมดาที่เคยมาที่ร้าน ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
คนผู้นั้นเผยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงในพริบตา
"ริน... ในที่สุดก็หาเจอเสียทีนะ ลูกรัก"
รินแทบหยุดหายใจ มือสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองไม้และห้องที่รักแห่งนี้ ได้ย้อนกลับมาหาเขาถึงหน้าประตูในยามค่ำคืนนี้เอง
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หมอกไม้ไผ่เสมอมานะคะ
ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก•ตอนที่ 40
แสงสว่างที่ปลายทาง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!