ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก•ตอนที่ 22

เงาจากอดีตที่คืบคลาน

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“ผมว่าเราคุยกันชัดเจนแล้วนะ ตั้งแต่สามปีก่อน” เสียงของรินสั่นพร่าขณะวางสิ่วไม้ในมือลงบนโต๊ะทำงานที่สั่นเทาเล็กน้อย กลิ่นน้ำมันเคลือบไม้หอมกรุ่นที่เคยทำให้เขารู้สึกสงบ กลับกลายเป็นกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้หายใจไม่ออกในวินาทีนี้ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนยืนพิงกรอบประตูร้าน ‘ใต้เงาไม้ไผ่’ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาไม่ได้สื่อถึงมิตรภาพ แต่มันคือความมั่นใจในแบบที่รินเคยหลงใหลและหวาดกลัวในคราวเดียวกัน “ชัดเจนสำหรับรินคนเดียวหรือเปล่าครับ? สำหรับผม... สามปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่ความรู้สึกมันชัดเจนขึ้นมาได้เลย” ‘ธันวา’ ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของรินโดยไม่ได้รับอนุญาต รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นไม้จนเกิดเสียงดังกังวานผิดกับความเงียบสงบที่รินพยายามสร้างขึ้น รินถอยหลังจนแผ่นหลังปะทะกับชั้นวางผลงานไม้ชิ้นเล็กๆ ลมหายใจของเขาติดขัด เขาเกลียดความรู้สึกนี้—ความรู้สึกที่เหมือนตัวเองเป็นนกปีกหักที่กำลังถูกพรานล่าตัวกลับเข้ากรง “ออกไปเถอะครับ” รินเค้นเสียงออกมา แม้จะพยายามดัดให้เข้มแข็ง แต่ในใจเขากำลังกรีดร้อง “ผมไม่ได้ทำงานที่นี่คนเดียว และถ้าคุณมีจิตสำนึกพอ... คุณก็น่าจะรู้ว่าการบุกรุกพื้นที่ของคนอื่นมันเสียมารยาทแค่ไหน” “งานที่นี่งั้นเหรอ?” ธันวาปรายตามองไปยังชิ้นงานไม้ที่รินบรรจงแกะสลักอย่างพิถีพิถัน เขาเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปไม้ขนาดเล็กขึ้นมาหมุนดู “งานกระจอกงอกง่อยพวกนี้เหรอที่ทำให้รินลืมชีวิตที่มีความหมายในเมืองใหญ่ไปได้... ผมเสียดายนะครับ ที่ต้องมาเห็นคนมีความสามารถอย่างคุณจมปลักอยู่กับก้อนไม้พวกนี้” คำดูแคลนนั้นไม่ได้กระทบความภูมิใจของรินเท่ากับ ‘ความทรงจำ’ ที่ถาโถมเข้ามา ธันวามักจะเป็นแบบนี้เสมอ เขาคือคนที่หยิบยื่นความรักให้พร้อมกับมีดที่พร้อมจะแทงลงบนความมั่นใจของรินทุกครั้งที่รินคิดจะก้าวเดินไปข้างหน้า “งานของผม... มันมีความหมายสำหรับผม” รินแย่งกรอบรูปกลับมาด้วยมือที่สั่นเทา “และผมไม่ได้ต้องการให้คนแบบคุณมาตัดสิน” “คนแบบผม?” ธันวาเลิกคิ้ว สายตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้น “คนแบบที่รินเคยรักจนยอมถวายหัวน่ะเหรอครับ? อย่าลืมสิว่าถ้าไม่ใช่เพราะผม วันนั้นรินก็คงไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนด้วยซ้ำ” คำพูดนั้นเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงลงบนบาดแผลที่ยังไม่เคยหายสนิท รินหน้าซีดเผือด เขาจำได้ดีว่าในวันที่เขาสิ้นเนื้อประดาตัว ธันวาคือผู้หยิบยื่นมือมาให้ แต่แลกมาด้วยการขังเขาไว้ในกรงทองที่เต็มไปด้วยการควบคุมและการด้อยค่า ทันใดนั้น บานประตูไม้หน้าร้านที่ถูกผลักออกก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคง พฤกษ์ก้าวเข้ามาในร้านพร้อมกับถุงปุ๋ยอินทรีย์และกระถางต้นไม้เล็กๆ ในมือ ทว่าเมื่อเขาสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากเดิม กลิ่นอายความอบอุ่นในร้านกลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น สายตาของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หยุดอยู่ที่ชายแปลกหน้าที่ยืนประชิดตัวริน “มีอะไรหรือเปล่าครับ?” น้ำเสียงของพฤกษ์เรียบสนิท แต่แฝงด้วยกระแสอำนาจที่ทำให้ธันวาต้องชะงัก รินรีบเบี่ยงตัวออกมาหาพฤกษ์โดยสัญชาตญาณ แววตาของเขามีความหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่ พฤกษ์วางของในมือลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างรินกับธันวาอย่างนุ่มนวล แต่หนักแน่นพอที่จะขีดเส้นแบ่งอาณาเขตอย่างชัดเจน “เพื่อนผมถามว่ามีอะไรหรือเปล่าครับ” พฤกษ์ย้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาสบตาธันวาตรงๆ “ถ้าจะมาเป็นลูกค้าเชิญที่โซนหน้าร้านครับ แต่ถ้าจะมาสร้างความเดือดร้อนให้คนในร้านผม... ผมคงต้องเชิญคุณออกไปเดี๋ยวนี้” ธันวาหัวเราะหึในลำคอ สายตากวาดมองพฤกษ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกดูแคลน “เจ้าของร้านสินะครับ? ดูท่าทางจะหวงของเล่นชิ้นนี้มากสินะ ถึงได้รีบพุ่งเข้ามาขนาดนี้” “เขาไม่ใช่ของเล่น” พฤกษ์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้โกรธเกรี้ยว แต่มันเย็นชาจนน่าขนลุก “เขาเป็นหุ้นส่วน และเป็นคนที่ผมให้เกียรติมากที่สุดในร้านนี้ คุณไม่มีสิทธิ์มาใช้คำพูดหยาบคายกับเขา” บรรยากาศในร้านตึงเครียดจนเหมือนเส้นด้ายที่กำลังถูกดึงให้ขาดออกจากกัน ธันวาไม่ยอมแพ้ เขายังคงยิ้มมุมปากราวกับกำลังถือไพ่เหนือกว่า เขายื่นนามบัตรใบหนึ่งวางลงบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ ริน “ผมแค่มาเตือนในฐานะคนที่ยังหวังดี... ของอะไรที่เคยเป็นของเรา ต่อให้พยายามยัดเยียดให้คนอื่นแค่ไหน สุดท้ายมันก็ยังเป็นของเราอยู่ดี” ธันวาหมุนตัวเดินออกไปจากร้าน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่ทำให้รินรู้สึกวิงเวียน รินยืนนิ่งค้าง มือกำชายเสื้อของตัวเองแน่น พฤกษ์หันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง เขาไม่ถามซักไซ้ให้รินต้องลำบากใจ แต่เขากลับเลือกที่จะเอื้อมมือไปคว้ามือของรินมากุมไว้เบาๆ “รินครับ” พฤกษ์เรียกชื่อเขาแผ่วเบา “ผมอยู่นี่นะ” สัมผัสที่อบอุ่นจากฝ่ามือของพฤกษ์ทำให้รินหลุดจากภวังค์แห่งความกลัว น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นออกมา รินเงยหน้ามองคนที่เปรียบเสมือนกำแพงใหญ่ที่ปกป้องเขามาโดยตลอด พฤกษ์ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาสมเพช แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอม ราวกับรินเป็นแจกันแก้วที่เปราะบางที่สุดในโลก “เขา... เขาจะกลับมาอีกไหมครับพฤกษ์” รินถามเสียงเครือ พฤกษ์ขยับยิ้มอ่อนโยน แม้ในใจเขาจะรับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังจะถาโถมเข้ามาในอนาคตอันใกล้ “ไม่ว่าเขาจะกลับมาอีกกี่ครั้ง หรือพยายามจะทำอะไร ผมก็จะไม่ให้เขาเข้าใกล้รินแม้แต่ก้าวเดียว... รินเชื่อใจผมใช่ไหม?” รินพยักหน้าช้าๆ แต่ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะคลายความกังวล สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษที่ธันวาทำตกไว้ข้างๆ นามบัตรบนโต๊ะไม้ มันไม่ใช่แค่นามบัตร แต่มันคือภาพถ่ายเก่าๆ ของรินในสมัยก่อนที่ถ่ายคู่กับธันวา แต่สิ่งที่ทำให้รินใจหายวาบไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ คือข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ไว้ด้านหลังภาพว่า... ‘ยังจำคำสัญญาในคืนนั้นได้ไหม? ริน... ผมกลับมาเอาคืนทุกอย่างที่เป็นของผมแล้ว’ ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง เมื่อรินเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกกระจกหน้าร้าน เขากลับพบว่าธันวายังไม่ไปไหน... ชายคนนั้นยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตรงมาที่เขาผ่านกระจกใส พร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ราวกับกำลังรอคอยคำตอบจากชีวิตที่รินเพิ่งจะเริ่มสร้างมันขึ้นมาใหม่ รินตัวแข็งทื่อเมื่อเขาสังเกตเห็นชายชุดดำอีกสองคนเดินลงมาจากรถคันหรูที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม และพวกเขากำลังก้าวเท้าตรงมาที่ร้าน ‘ใต้เงาไม้ไผ่’ พร้อมกับท่าทางที่ไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน! ขอบพระคุณนักอ่านที่ร่วมเดินทางผ่านมุมเล็กๆ ที่สั่นคลอนหัวใจไปกับรินและพฤกษ์ในตอนนี้ด้วยนะคะ หมอกไม้ไผ่
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%