กลิ่นอายความอับชื้นของคัมภีร์โบราณผสมผสานกับควันธูปที่มอดไหม้จนใกล้หมดดอก ทำให้หอสมุดหลวงยามวิกาลดูคล้ายสุสานไร้ศพ หลินซูเหยาไม่เคยไว้วางใจความเงียบงันยามราตรี โดยเฉพาะในคืนที่เอกสารลับเกี่ยวกับการทุจริตคลังเสบียงชายแดนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย นางกวาดสายตาผ่านแสงเทียนที่วับแวม มองสำรวจชั้นวางไม้จันทน์แดงที่ตั้งตระหง่านราวกับซี่โครงของอสูรกาย ทว่าสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างโชกโชนกลับบอกนางว่า... นางไม่ได้อยู่ลำพังในห้องนี้
ปลายพู่กันในมือหยุดชะงัก ร่างระหงในชุดบัณฑิตสีเขียวเข้มไม่แม้แต่จะหันกลับไปเผชิญหน้า เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับความมืดด้านหลัง คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนยิ่งกว่าฆ้องประหาร
"ท่านอ๋องทรงว่างงานถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้โปรดการลอบเร้นเข้าออกหอสมุดหลวงยามวิกาลราวกับโจรราตรี" ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเฉียบคม ปลายพู่กันจรดลงบนกระดาษสาต่ออย่างไม่สะทกสะทก
ความเงียบทอดตัวลงชั่วอึดใจ ก่อนที่เงาร่างสูงโปร่งของอ๋องจวิ้นเฟยจะก้าวออกมาจากมุมมืดของเสาต้นใหญ่ ดวงตาคมกราบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองแผ่นหลังของนางด้วยประกายที่อ่านไม่ออก ระหว่างเขากับนางไม่เคยมีความจำเป็นต้องใช้พิธีรีตอง โดยเฉพาะเมื่อกระดานหมากนี้กำลังเดินมาถึงตาที่อันตรายที่สุด
"บัณฑิตหลินผู้ปราดเปรื่อง... ประสาทสัมผัสของท่านเฉียบคมสมคำร่ำลือ" จวิ้นเฟยสาวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบและน้ำค้างยามดึกโชยเข้าปะทะจมูก "แต่ก็น่าแปลกใจ ที่คนฉลาดเช่นท่านกลับเลือกจะนั่งรอความตายอยู่กลางรังเสือ"
ซูเห่าวางพู่กันลงอย่างช้าๆ นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตานิ่งสงบราวน้ำในบึงลึก "รังเสือหรือ... หม่อมฉันกลับคิดว่าที่นี่คือหลุมพรางที่ท่านขุดล่อให้เหยื่อตกลงมาเสียมากกว่า กระดาษชำระบัญชีคลังเสบียงสามปีซ้อนหายไปในคืนที่ท่านปรากฏตัวพอดี ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าขันสิ้นดีเพคะ"
จวิ้นเฟยกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา คมกริบและอันตราย "เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเอาไป? ซูเหยา... เจ้าประเมินข้าต่ำไป หรือไม่ก็ประเมินความโลภของฉีจ้าวเหวินสูงเกินไป เอกสารพวกนั้นไม่ได้อยู่กับข้า และก็ไม่ได้อยู่กับสุนัขรับใช้ของเสนาบดีฉีเช่นกัน"
คำพูดนั้นทำให้คิ้วเรียวของซูเหยาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางวิเคราะห์ทุกความเป็นไปได้ในเสี้ยววินาที "ถ้าเช่นนั้น... ใคร..."
*ฉึบ!*
ยังไม่ทันที่ซูเหยาจะได้เอ่ยจบประโยค เสียงแหวกอากาศแหลมคมก็ดังขึ้นจากหน้าต่างบานแคบที่เปิดรับลมด้านทิศเหนือ ประกายแสงสีเงินวาบผ่านความมืดพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ จวิ้นเฟยขยับตัวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มือหนาคว้าเอวบางของซูเหยาแล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างของนางกระแทกเข้ากับแผงอกแกร่ง แรงปะทะทำให้พวกเขาล้มกลิ้งหลบหลังชั้นหนังสือไม้จันทน์แดงได้อย่างหวุดหวิด
ปัง! ลูกดอกอาบยาพิษปักฝังลึกเข้ากับเสาไม้ที่ซูเหยาเคยยืนอยู่เมื่อครู่ ปลายลูกดอกส่งควันสีม่วงจางๆ ออกมาทันที กลิ่นหวานเอียนของพิษสลายโลหิตแผ่กระจายอย่างรวดเร็ว
"อย่าขยับ" เสียงกระซิบต่ำของจวิ้นเฟยแนบชิดอยู่ข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอระหง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ความเป็นความตาย แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งและไอร้อนระอุจากตัวเขา
ซูเหยาไม่ได้ผลักไส นางใช้มือข้างหนึ่งยันแผงอกเขาไว้เพื่อรักษาระยะห่าง ดวงตาคู่คมกวาดมองไปทางหน้าต่างที่ว่างเปล่า "มือสังหารระดับปรมาจารย์... ใช้หน้าไม้กลซ่อนเร้น คนผู้นี้ไม่ได้ต้องการแค่ขโมยบัญชี แต่ต้องการปิดปากพวกเราทั้งคู่"
"ไม่ใช่ 'พวกเรา'" จวิ้นเฟยแก้ไขเสียงกระซิบ ดวงตาคมกริบกวาดมองความมืดเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง "เป้าหมายที่แท้จริงคือเจ้า หลินซูเหยา... เจ้าไปรู้ความลับอะไรเข้า ที่ทำให้ตาแก่ฉีจ้าวเหวินถึงกับต้องส่งมือสังหารเงาโลหิตมาเก็บกวาดข้ามคืน"
นางเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว "บัญชีคลังเสบียงไม่ได้หายไปเพราะถูกขโมย... แต่ถูกเผาทำลายร่องรอยไปตั้งแต่ต้นทางแล้ว เอกสารที่ข้าถืออยู่คือสำเนาที่ซ่อนไว้ และมีเพียงคนไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมา ท่ามกลางความมืดมิดของหอสมุดหลวง เสียงฝีเท้าฝีหนึ่งก็ดังขึ้น...
*กริ๊บ... กรับ... กริ๊บ...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่พยายามย่องเบา แต่มันคือเสียงฝีเท้าที่จงใจเดินย่างสามขุมเข้ามาอย่างมั่นใจ ราวกับผู้มาเยือนรู้ดีว่าเหยื่อทั้งสองกำลังติดอยู่ในกรงเล็บ และไม่มีทางหนีรอดไปได้
เงาร่างหนึ่งทาทับกรอบประตูห้องสมุด ร่างนั้นสูงโปร่งและสวมหน้ากากเงินลายอสูร ประกายตาที่ลอดผ่านช่องหน้ากากสาดความเย็นเยียบมายังพวกเขาทั้งคู่ และในวินาทีที่เงาร่างนั้นยกมือขึ้นเตรียมดีดนิ้วส่งสัญญาณให้กองกำลังด้านนอกบุกเข้ามา
จวิ้นเฟยก็ก้มลงกระซิบข้างหูซูเหยาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ "เตรียมใจไว้ให้ดี... คนที่เดินเข้ามา ไม่ใช่ศัตรูหน้าเดิมอย่างที่เจ้าคิด"
ซูเหยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อแสงจันทร์สาดส่องกระทบเข้ากับดาบประจำกายที่ผู้มาใหม่ถือไว้ มันคือตราสัญลักษณ์ประจำกองกำลังลับที่ควรจะสูญสลายไปพร้อมกับการล่มสลายของตระกูลนางเมื่อสิบปีก่อน!
— ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 14
เสียงฝีเท้าในความมืด
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!