หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 15

บาดแผลจากอดีต

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
"ท่านกำลังใช้ความตายของมารดามาเป็นเครื่องมือต่อรองบนกระดานหมากนี้... ไม่ต่ำช้าไปหน่อยหรือเพคะ?" สุ้มเสียงของหลินซูเหยาเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ ปลายเรียวลิ้นตวัดกลืนความสั่นไหวในอกลงไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ว่าแผ่นหลังบอบบางจะแนบชิดติดกับผนังตำหนักชั้นในที่อับชื้นและมืดสลัว กลิ่นอายบุรุษของอ๋องจวิ้นเฟยที่โน้มตัวลงกักขังนางไว้ระหว่างวงแขนคุกคามสติสัมปชัญญะจนแทบแหลกสลาย จวิ้นเฟยไม่ถอยห่าง เขากลับโน้มใบหน้าลงต่ำจนลมหายใจอุ่นร้อนปัดป้ายอยู่ข้างใบหูสลักเสลา ดวงตาหงส์คู่นั้นมิได้ทอประกายหยาดเยิ้มเช่นยามที่ทรงแสร้งทำตัวเป็นท่านอ๋องสำมะเลเทเมาในท้องพระโรง ทว่ามันลึกล้ำ ดำดิ่ง และเต็มไปด้วยรอยร้าวรานของเพลิงแค้นที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนานนับสิบปี "ต่ำช้าหรือ..." จวิ้นเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดลึก "ใต้หล้านี้มีผู้ใดสะอาดบริสุทธิ์บนเส้นทางแห่งอำนาจเล่า พระสนมหลี่ผู้เลอโฉมและไร้เดียงสาในตำหนักเย็นเมื่อสิบปีก่อน... บิดาผู้ทรงคุณธรรมของเจ้าก็เคยประทับรอยตรา ‘กบฏ’ ลงบนราชโองการด้วยมือตนเองไม่ใช่หรือ หลินซูเหยา เจ้ากล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าตระกูลหลินของเจ้า เหยียบย่ำซากศพมารดาข้าเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งราชบัณฑิตสูงสุด!" คำกล่าวหาพุ่งตรงปักกลางใจราวกับลูกธอาบยาพิษ หลินซูเหยาพลันชาหนึบไปทั่วสรรพางค์กาย นางย่อมรู้ดีว่าตระกูลหลินมีส่วนพัวพันกับคดีความล่มสลายของอดีตพระสนมเอก ทว่าบิดานางเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยในเวลานั้น เหตุไฉนจึงกลายเป็นผู้กุมกุญแจสำคัญสู่โศกนาฏกรรมเล่า "หม่อมฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในยามนั้น..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตจ้องตอบอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ขอบตาจะร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง "ความผิดของคนรุ่นก่อน ไฉนจึงต้องนำมาพันธนาการข้าไว้ในหมากกระดานที่ท่านเป็นผู้ชักใย!" "เพราะเจ้าฉลาดเกินไปอย่างไรเล่า" นิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักของอ๋องจวิ้นเฟยเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่กลับทิ้งร่องรอยความร้อนรุ่มไว้บนผิวเนื้อ "ในเมื่อสวรรค์ส่งราชบัณฑิตหญิงผู้ปราดเปรื่องเช่นเจ้ามาขวางทางแก้แค้นของข้าข้าก็มีทางเลือกไม่มากนัก... ระหว่าง ‘ทำลายทิ้ง’ กับ ‘ครอบครองไว้ใช้สอย’ เจ้าคิดว่าข้าควรเลือกสิ่งใดดีเล่า หือ?" บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้เจือด้วยความเสน่หาแม้แต่น้อย หากแต่เป็นการประชันคมเขี้ยวระหว่างสุนัขป่ากับพยัคฆ์สาวที่ต่างฝ่ายต่างรอจังหวะขย้ำลำคอของกันและกัน ซูเหยาแค่นยิ้มหยัน นางไม่สะทกสะท้านต่อคำขู่คุกคามนั้นแม้แต่น้อย รอยยิ้มของนางงดงาม ทว่าเยือกเย็นเสียจนคนมองรู้สึกปวดร้าวในอก "ท่านอ๋องทรงประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว หม่อมฉันเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ถูกอำนาจมืดบีบคั้น หากท่านคิดจะใช้ข้าเป็นเครื่องมือแก้แค้นฉีจ้าวเหวิน เกรงว่าท่านคงคำนวณผิดพลาดเสียแล้ว... ข้าเกลียดชังฉีจ้าวเหวินไม่แพ้ท่าน แต่ข้าไม่ยอมตกเป็นทาสรับใช้ความแค้นของใครหน้าไหนทั้งสิ้น!" "ปากกล้าจริงนะ..." จวิ้นเฟยกระซิบชิดริมฝีปากนาง ดวงตาคมกราบกรานคู่นั้นไหววับด้วยอารมณ์ซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง "เช่นนั้นก็จงฟังให้ดี... มารดาของข้าไม่ได้ปลิดชีพตนเองเพราะความผิดฐานทุจริตตามที่ราชโองการประกาศก้อง แต่อาหารมื้อสุดท้ายที่นางเสวย... ถูกปรุงขึ้นจากมือของ ‘ฉีจ้าวเหวิน’ และผู้ที่ลงนามรับรองสำนวนคดีเท็จนั้น ก็คือบิดาแท้ๆ ของเจ้า!" ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางศีรษะในคืนไร้เดือน สติสัมปชัญญะของหลินซูเหยาดับวูบไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวกลับไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที บิดา... บิดาผู้เคร่งครัดในคุณธรรมและกฎเกณฑ์ของนาง ผู้ที่สอนให้ตระกูลหลินยึดมั่นในความสัตย์ซื่อ แท้จริงแล้วคือผู้ร่วมมือสังหารมารดาของอ๋องจวิ้นเฟยอย่างเลือดเย็นกระนั้นหรือ! "ไม่... เป็นไปไม่ได้..." เสียงของนางสั่นพร่า ดวงตาคู่สวยรื้นหยาดน้ำใสโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำวัยเยาว์ที่บิดาลูบศีรษะด้วยความรักใคร่พังทลายลงในชั่วพริบตา "ความจริงมักน่ารังเกียจเช่นนี้เสมอ" อ๋องจวิ้นเฟยผละกายออกช้าๆ เขายืดตัวเต็มความสูง ใบหล่อเหลานั้นกลับคืนสู่ความเรียบเฉยราวน้ำแข็ง ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาและสะใจระคนกัน "ตอนนี้เจ้ายังคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่หรือไม ่ราชบัณฑิตหลิน? เลือดบนมือของตระกูลเราสองคน... ล้างไม่ออกตั้งแต่ชาติภพนี้แล้ว" ความเงียบงันเข้าปกคลุมตำหนักร้าง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของหญิงสาวที่ยืนพิงผนังทรุดฮวบลงครึ่งหนึ่ง ซูเหยากัดริมฝีปากจนห่อเลือด รสปร่าของโลหิตเรียกสติให้นางกลับคืนมา ความตกใจระคนเสียใจถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเคืองที่ลุกโชนขึ้นในอกอย่างบ้าคลั่ง หากบิดาของนางทรยศต่อความถูกต้อง... นางก็จะขอเป็นผู้ชำระล้างความเน่าเฟะนี้ด้วยมือตนเอง! ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดแผ่วเบาดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก ฝีเท้าที่ระมัดระวังจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าสัญชาตญาณของนักฆ่าและราชบัณฑิตผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนกลับรับรู้ได้ทันทีว่า มีแขกยามวิกาลผู้ไม่ได้รับเชิญกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ จวิ้นเฟยหรี่ตาลง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปาก นิ้วเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงส่งสัญญาณเงียบ ก่อนที่เขาจะคว้าข้อมือนุ่มของซูเหยาแล้วดึงหลบเข้าไปหลังม่านไหมปักลายโบราณอย่างรวดเร็ว เงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนประดาบกระดาษสาที่หน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องกระทบปลายดาบเล่มยาวที่สะท้อนประกายวาววับน่ากลัว... และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้เสียง พร้อมกับกลิ่นอายอันคุ้นเคยของยาพิษชนิดพิเศษที่ลอยมาแตะนาสิก ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%