"หากท่านก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เอกสารชุดนี้จะไม่เพียงแต้มเลือดบนกระดาษ แต่จะพรากหัวบนบ่าของพวกเราไปพร้อมกันด้วยนะคะ... ท่านอ๋อง"
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอดผ่านริมฝีปากบางเฉียบของหลินซูเหยา เต็มไปด้วยความเยือกเย็นเฉียบคม นางไม่ได้หันกลับไปมองบุรุษที่ก้าวตามหลังมาในความมืดมิดของเรือนปีกขวาแห่งจวนราชครูฉี นัยน์ตาคู่คมกวาดมองแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่ที่คล้องอยู่หน้าบานประตูไม้เนื้อแข็งอย่างพินิจพิเคราะห์ ปลายนียวมือเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทสัมผัสผิวโลหะเย็นเฉียบเพื่อประเมินกลไกภายใน ความเงียบงัดของรัตติกาลถูกแต่งแต้มด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบนอก ทว่าภายในโสตประสาทของคนทั้งสองกลับมีเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ประสานกับเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
อ๋องจวิ้นเฟยไม่ตอบคำถามนั้นทันที ร่างสูงโปร่งในชุดอาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนกับบรรยากาศรอบตัวขยับเข้าไปชิดแผ่นหลังบางอย่างจงใจ ความอบอุ่นจากไออุ่นกายแทรกผ่านเนื้อผ้าบางเบาเข้ามาจนซูเหยาต้องเกร็งกล้ามเนื้อแผ่นหลังขึ้นโดยอัตโนมัติ พระองค์โน้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างใบหูของนาง ลลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านเส้นผมที่หลุดรุ่ยลงมาคลอเคลียต้นคอระหง
"เจ้าเป็นห่วงหัวบนบ่าของข้า หรือเป็นห่วงความลับที่ซ่อนอยู่ข้างหลังบานประตูนี้กันแน่ ราชบัณฑิตหลิน... อย่าลืมสิว่า คนที่ลากข้ามาเสี่ยงตายในรังเสือยามวิกาลเช่นนี้ หาใช่ตัวข้าไม่"
ซูเหยาปรายหางตามองค้อนเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ระคนระแวง นางชักมีดสั้นเล่มบางออกจากฝักข้างเอวอย่างคล่องแคล่ว ปลายคมกริบถูกสอดเข้าไปในร่องแม่กุญแจอย่างแม่นยำ "ถ้าไม่ใช่เพราะหม่อมฉันรู้ว่าท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจกำลังต้องการบัญชีลับฉบับนั้นเพื่อโค่นล้มฉีจ้าวเหวิน หม่อมฉันคงไม่เอาคอขึ้นมาพาดเขียงเล่นหรอกเพคะ... เงียบหน่อย เพ่งสมาธิเข้าไว้ มีคนกำลังตรวจเวรผ่านมาทางระเบียงด้านนอก"
ทั้งสองนิ่งค้างอยู่ในท่าทางนั้น ทันทีที่เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามกลุ่มใหญ่เคลื่อนผ่านพ้นมุมตึกไป กลิ่นอายความกดดันก็คลายลงเล็กน้อย ซูเหยาบิดข้อมือเพียงนิดเดียว *กริ๊กลั่น* เสียงกลไกภายในแม่กุญแจดีดตัวออกอย่างแผ่วเบา นางเปิดประตูไม้ช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและหมึกจีนชั้นดีโชยเข้าปะทะจมูกทันทีที่ก้าวล้ำเข้าไปข้างใน
คลังเก็บเอกสารลับของฉีจ้าวเหวินเต็มไปด้วยชั้นไม้แกะสลักสูงจรดเพดาน บนชั้นวางเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารและหีบเหล็กนับร้อยใบ ทุกอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบสะท้อนถึงนิสัยเย่อหยิ่งและรอบคอบอย่างไร้ที่ติของเจ้าของสถานที่ ซูเหยาจุดเทียนไขเล่มเล็กที่กำบังแสงไว้ด้วยโคมกระดาษไข แสงสีส้มสั่นไหวสาดส่องใบละมุนที่เคร่งเครียดจนขึ้นสันกราม
"แยกกันหา... ข้าต้องการบัญชีการคลังย้อนหลังห้าปีที่เชื่อมโยงกับเหมืองแร่ทางใต้ ส่วนท่าน... ไปดูที่โต๊ะทำงานตรงมุมนั้น หาหลักฐานการติดต่อระหว่างฉีจ้าวเหวินกับกองกำลังนอกด่าน"
จวิ้นเฟยมิได้ขยับตามคำสั่งทันที พระองค์กวาดพระเนตรมองแผ่นหลังบางที่กำลังเร่งรีบพลิกเปิดแฟ้มเอกสารบนชั้นวางด้วยความกระวนกระวาย ดวงตาคมปลาบมีความรู้สึกซับซ้อนฉายชัดอยู่ชั่วขณะ ความเด็ดเดี่ยวและความเปราะบางที่ผสมผสานกันในตัวสตรีผู้นี้ช่างน่าค้นหาและอันตรายในคราเดียวกัน นางไม่ใช่สตรีในห้องหอที่รอคอยความเมตตา แต่นางคือหมากตัวสำคัญที่เดินเคียงข้างเขาบนกระดานแห่งความตายอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
"ซูเหยา..." พระองค์เอ่ยเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่นุ่มนวลผิดสำนวนปกติ "เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่... ว่าเมื่อเรากระชากหน้ากากของฉีจ้าวเหวินลงมาได้สำเร็จ สิ่งที่รอเราอยู่เบื้องหลังความจริง อาจไม่ใช่ความยุติธรรม... แต่อาจเป็นเหวหลุมลึกที่ลึกยิ่งกว่าเดิม"
มือที่กำลังเปิดกระดาษของซูเหยาชะงักค้าง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แววตาของนางไหววับด้วยประกายแห่งความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน
"แล้วท่านอ๋องมีทางเลือกอื่นหรือเพคะ? ในเมื่อความยุติธรรมไม่เคยวิ่งเข้าหาคนตาย... ตระกูลหลินของหม่อมฉัน และมารดาของท่าน ไม่ได้ต้องการความสงสารจากใคร สิ่งที่เราต้องการมีเพียงเลือดต้องล้างด้วยเลือด... ท่านหยุดตอนนี้ไม่ได้หรอกเพคะ เพราะประตูนี้... และอดีตเหล่านั้น ไม่เคยอนุญาตให้เราหันหลังกลับ"
คำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีดทำให้จวิ้นเฟยแย้มพระสรวลออกมาเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันโชคชะตาและชื่นชมในตัวสตรีตรงหน้า พระองค์กำลังจะเอ่ยปากตอบโต้ ทว่าทันใดนั้นเอง...
*ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสนั่นขึ้นที่ประตูทางเข้าด้านนอก ตามด้วยเสียงตะโกนก้องกังวานที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ
"มีผู้บุกรุก! ปิดล้อมเรือนเอกสารไว้ทั้งหมด อย่าให้หนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นนอกหน้าต่างกระดาษสา เงาร่างนับสิบพรูเข้ามาล้อมรอบตัวเรือนเอาไว้แน่นหนา จวิ้นเฟยพุ่งตัวเข้าไปประชิดตัวซูเหยาในเสี้ยววินาที ร่างสูงดึงร่างบางเข้ามาชิดอกแกร่งพร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝักด้วยมือเดียว ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองเงาร่างของคนที่กำลังพังประตูก้าวเข้ามา
ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทุกที ซูเหยาพลعينไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากแฟ้มเอกสารที่นางเพิ่งเปิดผ่านเมื่อครู่ ตัวอักษรบนนั้นเขียนด้วยลายมือคุ้นตาอย่างประหลาด นางก้มลงหยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยความรวดเร็ว ทว่าเพียงแค่กวาดสายตาผ่านบรรทัดแรก หัวใจของนางก็แทบหยุดเต้น ลมหายใจสะดุดกVึก ร่างกายแข็งทื่อราวน้ำแข็งเกาะกุม
นั่นไม่ใช่บัญชีลับธรรมดา... แต่มันคือรายชื่อสายลับที่ฝังตัวอยู่ในราชสำนัก และหนึ่งในชื่อที่ปรากฏหราอยู่บรรทัดบนสุด... คือพระนามของอ๋องจวิ้นเฟย ผู้ยืนอยู่เบื้องหน้านางในยามนี้เอง!
จวิ้นเฟยสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตานั้น พระองค์ก้มลงมองกระดาษในมือของนาง ก่อนที่รอยยิ้มมุมพระโอษฐ์จะจางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่นางเคยสัมผัสมา
"ดูท่า... เจ้าจะพบชิ้นส่วนสุดท้ายของปริศนาแล้วสินะ, ซูเหยา"
— ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 13
ค่ำคืนแห่งการสืบสวน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!