กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับควันธูปจันทน์ลอยวนอยู่ในห้องหนังสือมืดสลัว ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือเรียวบางของหลินซูเหยากดลงบนกระดาษซวนจื่อด้วยน้ำหนักที่มั่นคงและไร้ความลังเล ทุกตัวอักษรที่จรดลงไปคือรายชื่อบัญชีส่วยและหลักฐานการทุจริตของฉีจ้าวเหวินที่นางรวบรวมและคัดลอกขึ้นมาใหม่ด้วยลายมือของตนเอง นางมิได้พึ่งพาอำนาจของสำนักตรวจสอบ หรือรอคอยความเมตตาจากราชสำนักที่เน่าเฟะอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อความยุติธรรมเป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจ นางก็จักใช้คมปากกาและหยาดเลือดนี้ทวงคืนความยุติธรรมด้วยสองมือของนางเอง
"ท่านอาจารย์บนสวรรค์... วันเวลาที่พวกท่านรอคอยใกล้มาถึงแล้วเจ้าค่ะ" ซูเหยาพึมพำกับความว่างเปล่า ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยวราวกับกริชน้ำแข็งที่ผ่านการลับคมมาเป็นแรมปี
ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับการปรากฏตัวของอ๋องจวิ้นเฟย ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบทอดมองกองกระดาษเอกสารลับที่เรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับสตรีผู้เป็นเจ้าของห้อง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความซับซ้อน ระหว่างความชื่นชมและความปวดร้าว
"เจ้าตัดสินใจแล้วจริงๆ หรือ, ซูเหยา" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในยามวิกาล "การลากฉีจ้าวเหวินลงจากอำนาจด้วยวิธีนี้... เจ้าก็รู้ดีว่ามันมิใช่แค่การล้างแค้น แต่มันคือการเอาชีวิตของเจ้าเข้าไปเดิมพันบนกระดานที่ไม่มีวันหวนกลับ"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นช้าๆ นางมิได้หลบสายตาคู่นั้น มุมปากหยักยิ้มบางเบา เย็นชา และเปี่ยมด้วยเยื่อใยที่ถูกตัดขาดสะบั้นลงแล้ว
"แล้วท่านอ๋องเลגה มีหนทางที่ดีกว่านี้หรือเพคะ?" ซูเหยาเอ่ยย้อน ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อยแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าเฝ้ารอคอยปาฏิหาริย์ รอคอยให้กฎหมายลงทัณฑ์คนชั่ว รอคอยให้ความจริงปรากฏ แต่สิ่งที่ข้าได้รับกลับมีเพียงซากศพของคนในตระกูล และความเงียบงันจากผู้มีอำนาจ หากความยุติธรรมมันช้าเกินไป เช่นนั้นการล้างแค้นด้วยมือของข้าเองนี่แหละ คือกฎหมายบทเดียวที่ข้าเชื่อมั่น"
จวิ้นเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ทว่าแววตากลับไหววูบอย่างรุนแรง เขาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ใช้มือหนาทาบลงบนขอบโต๊ะ โน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างเขากับนางเหลือเพียงคืบเดียว
"เจ้ามันดื้อรั้นเสมือนใครกันนะ, ซูเหยา" เขาคำรามเบาๆ ในลำคอ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน "เจ้าคิดว่าการถือเอกสารเหล่านี้เข้าไปยื่นต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ในท้องพระโรง จะทำให้ฉีจ้าวเหวินสั่นคลอนได้หรือ? เขาคือเสาหลักของราชสำนัก เป็นตาข่ายใยแมงมุมที่แผ่ขยายรากแก้วไปทั่วทั้งวังหลวง เจ้าเดินเข้าไปมือเปล่าเช่นนี้... ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าปากเสือ"
"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ยินดีจะเป็นชิ้นเนื้อพิษ ที่ทำให้เสือตัวนั้นต้องสำรอกเลือดออกมาก" ซูเหยาตอบกลับทันควันอย่างไร้ความหวาดกลัว นางไม่ถอยร่นแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอ๋องหนุ่มราวกับจะอ่านทะลุถึงก้นบึ้งจิตใจ "ท่านกลัวหรือเพคะ? กลัวว่าหากข้าลงมือเอง แผนการล้างแค้นสิบปีของท่านจะพังทลายลงเพราะสตรีตัวเล็กๆ อย่างข้าเช่นนั้นหรือ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาทำให้บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งสองต่างยืนหยัดอยู่บนอุดมการณ์ของตนเอง ไม่มีใครยอมก้มหัวให้อีกฝ่าย ทว่าลึก ภายใต้ความเย็นชาและความแข็งกร้าว กลับมีความโหยหาทางจิตวิญญาณที่ซ่อนเร้นอยู่
จวิ้นเฟยหลับตาลงชั่วพริบตา เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตานั้นก็เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่อ่านไม่ออก
"ข้าไม่เคยกลัวว่าแผนการจะพังทลาย..." เขาเอ่ยเสียงพร่า มือหนาเอื้อมออกไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างใบหูของนางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่บุรุษผู้นี้เคยแสดงออก ทว่าน้ำเสียงกลับจริงจังราวกับประกาศิต "สิ่งที่ข้ากลัว... คือการที่ข้าต้องมองดูเจ้าแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ข้าไม่สามารถปกป้องอะไรได้เลยต่างหาก"
ซูเหยาชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานานนับแรมปีคล้ายถูกกระชากอย่างรุนแรง นางเบือนหน้าหลบสัมผัสอันตรายนั้น ก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง
"ความห่วงใยของท่านอ๋อง... ข้ารับไว้ด้วยใจ แต่เส้นทางนี้ข้าเลือกเดินด้วยขาของตัวเองแล้ว ต่อให้ต้องแหลกสลายเป็นธุลีดิน ข้าก็ยินดี" นางกล่าวจบก็ก้มหน้าลงจัดเก็บเอกสารชุดสุดท้ายลงในหีบไม้สัก ล็อคกุญแจแน่นหนา
จวิ้นเฟยไม่ได้เอאคำคัดค้านใดอีก เขาเพียงแต่ถอนหายใจยาวนานราวกับยอมจำนนต่อความดื้อรั้นของสตรีตรงหน้า บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ยืดตัวตรง สีหน้ากลับคืนสู่ความสุขุมเยือกเย็นตามวิสัยของนักการเมืองผู้เจนจัดสนามรบและราชสำนัก
"ในเมื่อเจ้าเลือกแล้ว... ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะขัดขวาง" จวิ้นเฟยเอ่ยเรียบๆ ก่อนจะยื่นแผ่นป้ายหยกประจำตัวส่งให้ "เก็บสสิ่งนี้ไว้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่หน้าท้องพระโรง พยัคฆ์ทมิฬนอกเมืองหลวงจะเคลื่อนพลทันทีเมื่อเห็นป้ายนี้... ถือเสียว่านี่คือของขวัญจากข้า ในฐานะ 'สหายร่วมรบ' ที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานเดียวกัน"
ซูเหยามองแผ่นป้ายหยกสีเลือดหมูในมือของเขา ดวงตาคู่คมไหววูบเล็กน้อย นางรู้ดีว่าป้ายหยกชิ้นนี้มีค่าน้ำหนักเท่ากับชีวิตของผู้คนนับหมื่น แต่นางก็เอื้อมมือมารับมันไว้ด้วยความมั่นคง
"ขอบคุณเพคะ..." นางเอ่ยสั้นๆ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากทางระเบียงด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์ประจำตัวที่หน้าห้อง
"ท่านอ๋อง! คุณหนูหลิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ทั้งสองสบตากันทันทีโดยไม่ต้องนัดหมาย ความเงียบงันถูกทำลายลงด้วยวิกฤตที่คืบคลานเข้ามาเร็วกว่าที่คาดคิด
"เข้ามา!" จวิ้นเฟยสั่งเสียงเฉียบขาด
ประตูปิดถูกผลักเปิดผาง องครักษ์ในชุดเกราะอ่อนพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก "สายลับของเรามารายงานด่วน... ทางการเพิ่งออกประกาศจับฉุกเฉินทั่วเมืองหลวง โดยระบุชื่อของ 'คุณหนูหลินซูเหยา' เป็นกบฏแผ่นดิน ร่วมมือกับโจรนอกด่านลักลอบค้าอาวุธและเอกสารราชลับ! ตอนนี้กองกำลังของฉีจ้าวเหวินกำลังมุ่งหน้ามาปิดล้อมคฤหาสน์ของท่านอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากทันที นางเข้าใจเกมนี้กระจ่างแจ้งแล้ว... ฉีจ้าวเหวินชิงลงมือก่อนที่นางจะทันได้ขยับตัวเสียอีก
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในหมากเกมนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 29
การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!