หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 30

พันธมิตรที่แตกหัก

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายชาผู่เอ่อร์ราคาแพงระเหยขึ้นผสมกับความเย็นเยียบของค่ำคืนในห้องหนังสือลับ ตารางหมากกระดานงาช้างตรงหน้าถูกคั่นกลางด้วยหมากสีดำและขาวที่ขบกัดกันอย่างดุเดือด ราวกับสมรภูมิรบจริงที่ไม่มีผู้ใดรามือให้แก่กัน "ท่านอ๋องทรงแน่ใจแล้วหรือเพคะ ว่าการเดินหมากตานี้... จะไม่ทำให้กระดานทั้งกระดานต้องพังพินาศไปพร้อมกัน" หลินซูเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยความหวั่นไหว แม้ว่าปลายนิ้วเรียวที่คีบหมากสีขาวจะสั่นน้อยๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น ดวงตาคู่คมกริบราวกับกระบี่ซ่อนฝักเงยขึ้นสบกับบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นทั้งสหายร่วมรบและผู้กุมชะตากรรมเดียวกัน อ๋องจวิ้นเฟยแค่นยิ้มหยันที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเคลือบด้วยความเย้ยหยันและร่องรอยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ร่างสูงใหญ่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้จันทน์อย่างเกียจคร้าน ทว่าแววตากลับคมปลาบดุจเหยี่ยวที่จ้องตะครุบเหยื่อ "พินาศหรือ? ซูเหยา... มีเพียงการทำลายกระดานเก่าทิ้งเท่านั้น ถึงจะบังคับให้ฉีจ้าวเหวินและเบื้องบนต้องยอมเปิดเผยหน้ากากที่แท้จริงออกมา หรือเจ้ากลัวว่า... แผนการที่เจ้าเพียรสร้างมาหลายปี จะพังทลายลงเพราะความใจอ่อนของเจ้าเองกันแน่" คำพูดนั้นเฉียบคมราwithใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า หลินซูเหยาชะงักไปชั่วลมหายใจ นางหลุบตาลงมองกระดานหมากเพื่อซ่อนประกายความเจ็บปวดที่วาดผ่านดวงตา ความจริงที่ว่าเส้นทางล้างแค้นของพวกเขาทับซ้อนกัน แต่วิธีการกลับสวนทางกันราวเส้นขนาน ทำให้หัวใจที่เคยแข็งกระด้างของนางเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างเงียบงัน ตระกูลหลินของนางต้องสังเวยเลือดเนื้อและชื่อเสียงให้กับอำนาจมืดที่ฉีจ้าวเหวินชักใยอยู่เบื้องหลัง ขณะที่มารดาของจวิ้นเฟยก็ต้องตายอย่างอยุติธรรมด้วยน้ำมือของคนกลุ่มเดียวกัน ทว่าในขณะที่นางยึดมั่นในความถูกต้องและหลักฐานทางกฎหมายเพื่อลากคอคนผิดมาประจานต่อหน้าสาธารณชน อ๋องจวิ้นเฟยกลับเลือกใช้ 'ความโกลาหล' และ 'กองกำลังทหาร' เพื่อพลิกแผ่นดินล้างบางให้สิ้นซาก อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างถึงรากนี้ ไม่เคยเป็นปัญหา... จนกระทั่งถึงวันนี้วันที่ทางแยกปรากฏอยู่ตรงหน้า "หม่อมฉันไม่ได้กลัวความพินาศเพคะ แต่หม่อมฉันปฏิเสธที่จะใช้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับร้อยในเมืองหลวงเป็นเบี้ยรองบ่อนในเกมล้างแค้นของพระองค์" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีของราชบัณฑิตหญิงผู้ไม่เคยสยบให้ใคร "หากเส้นทางของท่านคือการเหยียบย่ำซากศพของผู้บริสุทธิ์เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่นนั้น... เราก็คงเดินร่วมทางกันต่อไม่ได้แล้วเพคะ" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องหนังสือชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก จวิ้นเฟยไม่ตอบรับทันที เขายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวช้าๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีความกดดันที่น่าสะพรึงกลัวออกมาราวกับพญาเสือที่พร้อมขย้ำเหยื่อ แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับไหววูบด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา "เจ้าคิดว่าการตัดขาดจากข้า จะทำให้เจ้าปลอดภัยจากเงื้อมมือของฉีจ้าวเหวินอย่างนั้นหรือ ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและแหบพร่า เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มของนาง "เจ้ามั่นใจนักหรือว่า... บนเส้นทางที่ไร้เงาข้าคุ้มครอง เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่รอดไปจนถึงวันที่ได้เห็นมันชดใช้กรรม?" "นั่นเป็นเรื่องของหม่อมฉันเพคะ" ซูเหยาตอบกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้ "อย่างน้อย... มือของหม่อมฉัน ก็ไม่ต้องแปดเปื้อนเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์เช่นท่าน" จวิ้นเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง เขายื่นมือออกไปราวกับจะเอื้อมไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของนาง แต่วินาทีต่อมา เขากลับชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ ก่อนจะดึงกลับอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วหันหลังให้ร่างบางทันที "เช่นนั้นก็เชิญ... แยกทางกันเดินตามที่เจ้าปรารถนา" เสียงของเขาเยียบเย็นราวน้ำค้างกลางค่ำ "แต่อย่าลืมคำเตือนของข้า... เมื่อเจ้าก้าวออกจากประตูจวนนี้ไป หมากทุกตัวบนกระดานจะไม่มีการออมมือให้อีก ไม่เว้นแม้แต่ตัวของเจ้าเอง" หลินซูเหยายืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออกและปิดลงด้วยแรงลมที่พัดเข้ามาวูบหนึ่ง ดับเปลวเทียนบนโต๊ะให้หรี่ลงเกือบมอดดับ ความหนาวเหน็บแลابเข้าสู่ขั้วหัวใจ แต่นางไม่มีวันหันหลังกลับ ความตั้งใจของนางถูกหล่อหลอมขึ้นจากความแค้นและความยุติธรรมที่รอการชำระ นางเลือกแล้ว... แม้ว่าทางข้างหน้าจะโดดเดี่ยวเพียงใดก็ตาม หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ รวบรวมเอกสารลับทั้งหมดที่ซ่อนไว้ในเสื้อคลุมเตรียมจะก้าวเดินออกไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบจากนอกเรือน ก็หยุดชะงักลงที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงเคาะสามครั้งที่เป็นรหัสลับเฉพาะกิจ นางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ย่างก้าวเข้าไปใกล้ประตูช้าๆ ก่อนจะกระชากเปิดออก ทว่าร่างที่ทรุดฮวบลงแทบเท้าของนาง กลับไม่ใช่สายสืบที่นางส่งไปสืบราชสำนัก หากแต่เป็นพ่อบ้านหลี่ คนสนิทเก่าแก่ของตระกูลที่ควรจะลี้ภัยไปอยู่ต่างเมืองตั้งแต่หลายเดือนก่อน ร่างชราอาบไปด้วยเลือด สีหน้าซีดเผือดลมหายใจรวยริน ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "คุณ... คุณหนู... รีบหนี... หนีไปเถอะขอรับ..." พ่อบ้านหลี่ละเมอเสียงสั่นพร่า ควายมือคว้าชายเสื้อของนางแน่นราวกับยึดเหนี่ยวสุดท้าย "พวกมัน... พวกมันรู้ตัวแล้ว... และ... และหลักฐานบัญชีลับที่คุณหนูตามหา... แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่กรมกระทรวง... แต่มัน... แฮือก!" ร่างชรากระตุกเกร็ง ดวงตาเบิกโพ้างค้างเติ่ง ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบลงคาอ้อมแขนของนาง พร้อมกับลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งทะลุกำแพงเรือนปักเข้าที่กลางหลังอย่างแม่นยำ! หลินซูเหยาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ขนลุกซู่ไปทั้งร่างเมื่อตระหนักได้ว่า บ่วงบาศแห่งความตายได้รัดคอพวกนางเข้ามาใกล้กว่าที่คิด และเบื้องหลังเงาดำในความมืดที่รายล้อมจวนอยู่ในขณะนี้ กำลังยกคันศรขึ้นเล็งมาที่นางเป็นเป้าหมายต่อไป! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในหมากเกมนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%