หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 22

ในวังที่หนาวเหน็บ

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอับชื้นของตำราเก่าผสมปนเปกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจาง ๆ ในห้องทรงพระอักษรยามดึก ช่างเป็นกลิ่นอายที่หลินซูเหยาคุ้นชินเสียจนเกือบจะวางใจ หากไม่ใช่เพราะหยดเลือดสด ๆ บนเนื้อหยกสีขาวนวลชิ้นนั้น ที่ยังคงส่งไอร้อนบางเบาท้าทายสายตา นางไม่ได้ขยับตัวมาเนิ่นนานเท่าใด ดวงตาหงส์หรี่ลงมองกระดาษแผ่นเล็กที่แนบมาด้วย ลายมือหวัด ๆ ทว่าหนักแน่นตวัดเส้นสายอย่างไร้ความปรานี เป็นแบบอักษรที่นางจำได้ขึ้นใจ—ลายมือของรองแม่ทัพหลี่ บุรุษผู้ควรจะดับสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับกองกำลังพิทักษ์ชายแดนเมื่อสามปีก่อนตามรายงานราชการ *‘หมากตานี้... เจ้าคิดว่าผู้ใดเป็นคนเดิน?’* ประโยคสั้น ๆ ที่เขียนไว้บนกระดาษแผ่นนั้น ราวกับคมมีดที่กรีดเฉือนลงกลางใจ ข้อมูลในหัวของราชบัณฑิตหญิงตีรวนจนแทบระเบิด หากรองแม่ทัพหลี่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นย่อมหมายความว่ารายงานการกบฏเมื่อสามปีก่อนถูกก섬จขึ้นทั้งหมด และตระกูลของนาง... รวมถึงมารดาของอ๋องจวิ้นเฟย ตายเพราะแผนการอันแยบยลของใครบางคนที่มีอำนาจมากพอจะบิดเบือนฟ้าดินได้ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเงาพาดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานแกะสลัก หลินซูเหยาไม่ได้ตกใจ นางเพียงแต่เลื่อนปลอกนิ้วทองคำลงบนนิ้วชี้อย่างเชื่องช้า ดวงตานิ่งสงบราวน้ำลึกที่ไร้ระลอกคลื่น "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ราชบัณฑิตหลินยังมิยอมพักผ่อนอีกหรือ" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืด ร่างสูงโปร่งของอ๋องจวิ้นเฟยปรากฏขึ้นภายใต้เงาแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง อาภรณ์สีเข้มกลกลืนไปกับความมืด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ยามที่เขาสบตากับนาง มีความระแวงระวังและบางสิ่งที่ลึกล้ำซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม หลินซูเหยาแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ นางไม่ได้ซ่อนกระดาษแผ่นนั้น กลับกัน นางดันมันไปตรงหน้าเขา "ท่านอ๋องทรงว่างงานถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้ลอบเข้าออกตำหนักราชบัณฑิตยามวิกาลราวกับโจรผู้ร้าย" อ๋องจวิ้นเฟยสาวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจาง ๆ ของค่ำคืนภายนอกลอยเข้าแตะจมูก ร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทรงอักษร สายตาคมกริบกวาดมองคราบเลือดบนเนื้อหยกและแผ่นกระดาษนั้นแวบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและบาดแผลในคราวเดียวกัน "โจรผู้ร้ายหรือ... เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ใช่" อ๋องจวิ้นเฟยโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่น "แต่ดูเหมือนว่า 'เหยื่อ' ในกรงขังอย่างพวกเรา กำลังจะถูกต้อนให้จนมุมเร็วกว่าที่คิด" "ท่านหมายความว่าอย่างไร" หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความโกรธเกรี้ยวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดปะทะกันในอก นางเกลียดความรู้สึกที่ตนเองกำลังถูกชักใย เกือบจะเท่า ๆ กับการที่นางต้องพึ่งพาบุรุษตรงหน้า "ฉีจ้าวเหวินกำลังเคลื่อนไหวแล้วใช่ไหม" "มากกว่านั้น" อ๋องจวิ้นเฟยเหยียดยิ้มเย็นชา "ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งลับเมื่อช่วงหัวค่ำ... ทรงมอบหมายให้ฉีจ้าวเหวินตรวจสอบบัญชีคลังลับทางเหนือด้วยตนเอง เจ้าก็รู้ดีว่าคลังลับนั้นคือที่ซ่อนหลักฐานเส้นทางการเงินที่ใช้ซื้อขายกองกำลังเมื่อสามปีก่อน หากเขาไปถึงที่นั่น หลักฐานทั้งหมดจะถูกทำลาย และพวกเราจะไม่มีวันได้ล้างมลทิน" หัวใจของหลินซูเหยาเต้นกระหน่ำในอก แต่นางบังคับสีหน้าให้ยังคงเย็นชาไร้ความรู้สึกได้ราวกับรูปสลัก สถานการณ์บีบคั้นเข้ามาทุกด้าน ราวกับกรงเหล็กที่ค่อย ๆ แคบลงจนหายใจไม่ออก หากฉีจ้าวเหวินได้หลักฐานนั้นไป ความจริงทั้งหมดจะตายไปกับกาลเวลา และพวกนางจะกลายเป็นกบฏชั่วนิรันดร์ "แล้วท่านจะทำอย่างไร" นางถามเสียงเรียบ แววตาสะท้อนความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใน "หรือท่านคิดจะใช้กำลังเข้าแย่งชิง? นั่นเท่ากับการประกาศตัวเป็นกบฏอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉีจ้าวเหวินรอคอยอยู่" อ๋องจวิ้นเฟยหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความงดงามที่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาของนาง มีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เขายากจะละสายตา ในเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้ มีเพียงนางเท่านั้นที่ก้าวตามความคิดเขาได้ทันทุกย่างก้าว "ข้าไม่เคยใช้กำลังในจุดที่สมควรใช้สมอง" อ๋องจวิ้นเฟยกระซิบแผ่วเบาริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับกรอบหน้าของหญิงสาวจนนางต้องเผลอเกร็งไหล่ "แต่ข้าต้องการ 'เจ้า'... ราชบัณฑิตหลิน ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ตรวจชำระฎีกา เพื่อออกเดินทางไปทางเหนือพร้อมกับข้าในฐานะทูตพิเศษ" หลินซูเหยาชะงัก นางหันขวับกลับมามองเขา ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? การเดินทางไปทางเหนือในยามนี้เท่ากับเดินเข้ากองไฟ!" "กองไฟที่เจ้ากลัวนักหนานั่นแหละ คือที่เดียวที่เราจะหาหลักฐานชิ้นสำคัญเจอ" อ๋องจวิ้นเฟยเหยียดยิ้ม ยืดตัวตรงขึ้นอย่างสง่างาม "หรือเจ้าเกรงกลัว... ว่าการเดินทางร่วมกับข้า จะทำให้หัวใจที่ปิดตายของเจ้าสั่นคลอนกันแน่?" คำพูดสองแง่สองง่ามนั้นทำให้หลินซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธที่แสนเฉียบคมเพื่อตอกกลับเขา ทว่าก่อนที่เสียงของนางจะหลุดลอดออกมา เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้ากระทบพื้นศิลาจากด้านนอกตำหนักก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบของยามวิกาลเสียก่อน! *โครม!* ประตูด้านนอกตำหนักถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง แสงไฟจากคบเพลิงสว่างวาบสะท้อนเข้ามาสาดส่องทั่วห้องทรงพระอักษร พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นของราชครูฉีจ้าวเหวินที่ดังแทรกความหนาบของราตรีเข้ามา "ดูท่าทาง... ราชบัณฑิตหลินและท่านอ๋อง จะทรงมีเรื่องหารือกันอย่างออกรสถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" ฉีจ้าวเหวินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง มือเหี่ยวแห้งกุมด้ามกระบี่ข้างกาย สายตาคมกริบกวาดมองโต๊ะอักษรที่มีคราบเลือดและกระดาษปริศนาวางอยู่ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "เกรงว่า... แผนการเดินทางไปทางเหนือของพวกท่าน คงจะต้องถูกยกเลิกเสียแล้วล่ะกระมัง เพราะโทษฐาน 'คบคิดกับกบฏ' กำลังรอให้พวกท่านไปรับอยู่ที่คุกหลวง!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาบเหน็บและเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%