หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 23

คำสารภาพในจันทร์แรม

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายจางๆ ของน้ำชาดอกท้อที่เย็นชืดจนหมดรสชาติ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือของหอตำราหลวงหลุดพ้นจากความอึดอัดที่แผ่ซ่านขึ้นเรื่อยๆ เลยแม้แต่น้อย หลินซูเหยายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ปลายนิ้วเรียวสวยที่มักจะจรดพู่กันเขียนฎีกาด้วยความมั่นคง กลับกำลังบีบเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด สายตาของนางไม่ได้มองไปยังฎีกาสำคัญตรงหน้า หากแต่จ้องเข็มทิศทองเหลืองเก่าคร่ำคร่าสลักลายหงส์คู่มังกรที่วางอยู่กึ่งกลางกระดานหมาก มันคือของต่างหน้าชิ้นเดียวจากบิดา... และตอนนี้ มันกำลังนอนสงบนิ่งอยู่ต่อหน้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘หมากตัวสำคัญ’ ในกระดานแค้นของนาง "เจ้าวางหมากลงพลาดตาหนึ่งแล้ว... ซูเหยา" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของชั้นตำรา อ๋องจวิ้นเฟยไม่ได้ก้าวเดินอย่างสำรวมเช่นขุนนางทั่วไป เขากลับหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไร้พิธีรีตอง ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีนิลสนิทกลมกลืนไปกับรัตติกาลนอกหน้าต่าง ทว่าดวงเนตรคมกริบราวน수의เหยี่ยวคู่นั้นกลับสว่างวาบ ทอดมองนางด้วยความหมายที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา ซูเหยาเงยหน้าขึ้น ช้อนสายตาประสานกับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ภายใต้ความเยือกเย็นที่นางเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจกำลังเต้นระรัวราวกับกลองศึก "หม่อมฉันหาได้เดินหมากพลาดพลั้ง ท่านอ๋องโปรดตรัสให้ระวังพระโอษฐ์ด้วย เพลานี้เรากำลังพูดถึงคดีฉ้อฉลเสบียงคลังของฉีจ้าวเหวิน ไม่ใช่กระดานหมากรุกส่วนพระองค์" นางเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดซ่อนในแพรไหม จวิ้นเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเจือความเย้ยหยันเล็กน้อย เขายื่นมือหนาออกไป เลื่อนนิ้วไปตามผิวโต๊ะไม้ ก่อนจะหยุดลงที่เข็มทิศทองเหลืองชิ้นนั้น ปลายนิ้วของเขาแตะมันแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้ความทรงจำที่เจ็บปวด "คดีฉ้อฉลของฉีจ้าวเหวินอย่างนั้นหรือ? เจ้ายังหลอกตัวเองได้ดีเยี่ยมเช่นเคย ซูเหยา" จวิ้นเฟยเงยหน้าขึ้น สบตาน้ำหมึกคู่นั้นนิ่ง "เจ้ากับข้าต่างก็รู้ดีแก่ใจ ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเราในราชสำนักนี้คือสิ่งใด... ตระกูลหลินของเจ้า และมารดาของข้า ต่างก็ดับสลายลงใต้เงาอำนาจเดียวกัน เหตุใดเจ้าจึงยังต้องสวมหน้ากากบัณฑิตผู้ผดุงคุณธรรมนี้อยู่หน้าข้าเล่า?" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ ซูเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว นางแค่นAยิ้มหยันออกมาน้อยๆ "แล้วท่านอ๋องเล่า? การทำทีเป็นสำมะเลเทเมา ปล่อยให้ขุนนางกังฉินตายใจ ทำตัวเป็นอ๋องไร้แก่นสารในสายตาฮ่องเต้... นั่นคือวิถีแห่งการแก้แค้นที่ท่านภาคภูมิใจนักหรือคะ?" นางย้อนถาม เสียงกระซิบของนางลอดไรฟันด้วยความอึดอัดที่อัดอั้นมานาน "ท่านเอาชีวิตของผู้คนนับพันในกองทัพมาเดิมพันกับความแค้นส่วนตัว ท่านต่างหากที่กำลังเดินหมากด้วยความบ้าคลั่ง!" จวิ้นเฟยไม่โกรธ เขากลับชะوกยิ้ม กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่นั้น ร่างหนาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของนางทีละน้อย จนหลินซูเหยาต้องเอนกายถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นตำราด้านหลัง ไร้ทางหนี บุรุษตรงหน้าโน้มตัวลงมา ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นอายจันทร์เพ็ญและเหล้าชั้นดีรดรินอยู่ข้างแก้มนวล "ใช่... ข้ามันบ้า" จวิ้นเฟยกระซิบชิดริมหูของนาง น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด ทว่าสั่นสะเทือนถึงวิญญาณ "ข้าบ้ามาตั้งแต่คืนวันที่มารดาของข้าต้องสิ้นใจอย่างไร้มลทิน... และข้ายิ่งบ้าคลั่งหนักขึ้นไปอีก เมื่อพบว่าสตรีผู้ปราดเปรื่องเยือกเย็นอย่างหลินซูเหยา กำลังเอาตัวเข้าแลกกับความตายเพื่อลากคอฉีจ้าวเหวินลงนรก" ซูเหยาชะงัก หัวใจกระตุกวูบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "ท่าน..." "เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าแอบส่งเบาะแสให้หน่วยลับของข้ากี่ครั้ง?" จวิ้นเฟยผละออกเล็กน้อยเพื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตาคู่นั้นไม่มีความเจ้าเล่ห์เพทุบายใดๆ เหลืออยู่ มีเพียงความลุ่มลึกและร่องรอยของความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ก้นบึ้ง "เจ้าคิดว่าข้าดูไม่ออกหรือว่า ทุกครั้งที่เจ้าทำเป็นถกเถียงคัดค้านข้าในท้องพระโรง แท้จริงแล้วเจ้ากำลังเปิดช่องว่างให้ข้าเล่นงานฉีจ้าวเหวินได้ถนัดมือขึ้น?" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสือชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของความจริงที่ถูกเปิดโปงอย่างไร้เยื่อใย ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น นางพยายามจะหาคำพูดมาโต้แย้ง พยายามจะสวมหน้ากากแห่งความเย็นชาอีกครั้ง แต่มันกลับแตกละเอียดลงราวกับกระจกต้องสาป เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของจวิ้นเฟยเอื้อมมาแตะที่ปลายคางของนาง บังคับให้1นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "เราต่างก็เป็นผีที่รอวันแก้แค้นด้วยกันทั้งคู่, ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและจริงจังอย่างยิ่งยวด "เจ้าไม่ต้องแบกรับความยุติธรรมของใต้หล้าไว้คนเดียวหรอก... ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตายก่อนที่บัญชีแค้นนี้จะถูกสะสาง และข้าก็ไม่อนุญาตให้เจ้าผลักไสข้าออกจากกระดานชีวิตของเจ้าอีกต่อไป" สัมผัสที่คางแผ่ซ่านความร้อนรุ่มเข้ามาในอก ซูเหยารู้สึกราวกับถูกพันธนาการด้วยสายตาคู่นั้น นางอยากจะเอ่ยปฏิเสธ อยากจะผลักไสเขาออกไปให้พ้นทางเช่นทุกครั้ง แต่คำพูดนับพันที่เคยเตรียมไว้กลับติดอยู่ที่ลำคอ ความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงความจริงที่ว่า... หัวใจของนางไม่ได้ด้านชาอย่างที่พยายามหลอกตัวเองอีกต่อไปแล้ว ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตึงเครียดด้วยแรงปรารถนาและอารมณ์ที่ซับซ้อน ทันใดนั้นเอง... *แกร็ก!* เสียงฝ่าเท้าเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งดังแว่วมาจากนอกหน้าต่างกระดาษสาด้านทิศใต้ ตามมาด้วยเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่พยายามสะกดกลั้นอย่างสุดชีวิต จวิ้นเฟยหรี่ตาลงในทันที ประกายอำมหิตวาบผ่านดวงตาคมกริบ ร่างสูงผละออกจากซูเหยาด้วยความเร็วราวดั่งสายฟ้า มือหนาตวัดซัดเข็มเงินเล่มหนึ่งพุ่งทะลุหน้าต่างกระดาษออกไปอย่างไร้เสียง! *ฉึก!* เสียงของมีคมปักเข้ากับเนื้อดังขึ้น ตามมาด้วยร่างของใครบางคนที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดินด้านนอก พร้อมกับห่อผ้ามันวาวสีดำที่กลิ้งหลุดมือตกลงมากระทบระเบียงไม้ ซูเหยาพุ่งตัวไปที่หน้าต่างทันที นางใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเปิดกรอบหน้าต่างออกอย่างระมัดระวัง แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบกับวัตถุที่อยู่ในห่อผ้าสีดำนั้น... มันไม่ใช่จดหมายลับหรืออาวุธอย่างที่คาดคิด หากแต่เป็น "ป้ายคำสั่งประจำตัว" ของขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ ที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ ร้อนๆ! หมอกเหมยปลายฤดู (ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับตอนนี้นะคะ)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%