กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ปลายจมูกไม่ได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม ป้ายคำสั่งประจำตัวขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้เปื้อนคราบโลหิตสีแดงสด ซึ่งยังไม่แห้งสนิทดีเสียด้วยซ้ำ
หลินซูเหยากวาดสายตาคมกริบมองหลักฐานชิ้นนั้น ปลายนิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างไม่ได้สั่นเทาแม้แต่น้อย ทว่าความเย็นเยียบกลับแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเท้าสู่สันหลัง ความเงียบงันภายในห้องหนังสือหลวงยามวิกาลนี้ราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี
เบื้องหน้าของนางคือ ฉีจ้าวเหวิน ขุนนางกังฉินผู้เรืองอำนาจ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาเคลือบไว้ด้วยพิษสงอันร้ายกาจ แววตาของสุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นกำลังพิจารณานาง ราวกับประเมินราคาเหยื่อที่ติดกับดักอย่างสมบูรณ์แบบ
"ดูท่า... ราชบัณฑิตหลินจะฉลาดล้ำเกินไปเสียแล้วกระมัง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ฉีจ้าวเหวินก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ รัศมีคุกคามแผ่ซ่านออกมาจากร่างท้วมที่ซ่อนเร้นความอำมหิตไว้ภายใต้ชุดขุนนางชั้นสูง "การสืบสวนคดีลอบปลิดชีพสนมเอกเมื่อสามปีก่อน ไม่ควรสาวมาถึงประตูวังหลัง... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถือวิสาสะครอบครองป้ายคำสั่งนี้"
ซูเหยาเบี่ยงกายหลบเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง ความระแวดระวังฉายชัดในดวงตาดำขลับคู่นั้น นางแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบราวน้ำในบึงลึก
"ใต้ฝ่าบาททรงมอบหมายให้ข้าตรวจสอบบัญชีลับในท้องพระคลัง แต่สิ่งที่ข้าพบกลับเป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงระหว่างตระกูลฉีกับขันทีหลี่... ใต้เท้าฉี คิดว่าป้ายคำสั่งชิ้นนี้ตกลงมาอยู่ในมือข้าได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ หรือท่านจงใจทิ้งมันไว้เพื่อล่อให้ข้าเดินเข้ามาในกรงที่ท่านเตรียมไว้"
ฉีจ้าวเหวินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและชวนขนพองสยองเกล้า "ฉลาด... สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลินจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดมักพาคนอายุสั้น"
ฉับพลันนั้น เงาร่างสีดำหลายสายพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาอย่างเงียบเชียบ คมดาบวาววับนับสิบคู่จ่อตรงมาที่ลำคอระหงของซูเหยาในเสี้ยววินาที ทว่านางไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาที่ไหววับด้วยความรู้ทัน นางคำนวณพลาดไปก้าวหนึ่ง... นางคิดว่าตนเองเป็นผู้ล่า ที่แท้ก็เป็นเพียงเหยื่อที่เดินตามหมากที่เขาจัดวางไว้
"ปล่อยนาง!"
เสียงทุ้มทรงอำนาจที่คุ้นเคยดังทะลุกำแพงเข้ามา พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณ ประตูห้องไม้สักถูกถีบกระเด็นด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง ร่างสูงสง่าของอ๋องจวิ้นเฟยปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด ดวงเนตรคมกราดดุจพญาอินทรีย์กวาดมองสถานการณ์ภายในห้องเพียงแวบเดียว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของหญิงสาวที่ถูกคมดาบจ่อคอหอย
ฉีจ้าวเหวินมิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขากลับยกยิ้มเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อแขนของซูเหยาไว้แน่น พร้อมกับกดปลายมีดสั้นเล่มบางแนบลงบนผิวเนื้อนุ่มที่ลำคอขาวผ่อง จนหยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาตามคมมีด
"ถอยไปซะ! ท่านอ๋องจวิ้นเฟย" ฉีจ้าวเหวินแค่นเสียงขู่ "ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว แม่นางหลินผู้นี้... จะไม่มีลมหายใจกลับออกไป"
จวิ้นเฟยหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที ขากรรไกรของเขาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนบ่งบอกถึงโทสะที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก เขากำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว
"ฉีจ้าวเหวิน เจ้ากล้าเอาชีวิตราชบัณฑิตหญิงขั้นสี่มาเดิมพันรึ ข้ารับรองว่าหากนางเป็นรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย เก้าอี้เสนาบดีของเจ้า... จะมลายหายไปพร้อมกับโคตรเหง้าศักราชของเจ้าแน่" น้ำเสียงของอ๋องหนุ่มต่ำลึกและเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แท้จริง
ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ความเจ็บแปลบที่ลำคอไม่ได้ทำให้ นางหวาดกลัวเท่ากับความรู้สึกผิดที่แล่นผ่านเข้ามาในอก นางรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของฉีจ้าวเหวินไม่ใช่ตัวนาง... แต่คือการล่อให้อ๋องจวิ้นเฟยหลงกลเข้ามาในเขตสังหารที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า!
"ท่านอ๋อง... อย่าสนองความต้องการของมัน" ซูเหยาเค้นเสียงลอดไรฟัน แม้ลมหายใจจะติดขัดจากคมมีดที่จี้อยู่ "ที่นี่... มีค่ายกลซุ่มโจมตี..."
"หุบปาก!" ฉีจ้าวเหวินตวาดลั่น พรางออกแรงกดปลายมีดลึกขึ้นอีกนิด จนเลือดสีแดงไหลอาบต้นคอระหงเรียกเสียงคำรามต่ำในลำคอจากจวิ้นเฟยได้เป็นอย่างดี "ท่านอ๋องรักนางลึกซึ้งถึงเพียงนี้เชียวหรือ ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก... ถ้าเช่นนั้น วางกระบี่ลงแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าข้าเสีย ไม่อย่างนั้น... ข้าจะตัดหัวสตรีในดวงใจของท่านให้ดู ณ ที่ตรงนี้!"
ความกดดันภายในห้องพุ่งถึงขีดสุด เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามขมับของจวิ้นเฟย สายตาของเขาสลับระหว่างคมมีดที่จ่อคอหญิงสาว กับรอยยิ้มกระหายเลือดของฉีจ้าวเหวิน สองทางเลือกที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
จวิ้นเฟยค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวเหยียด มือที่กุมด้ามกระบี่คลายออกเล็กน้อย แววตาที่มองมาทางซูเหยาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่นางไม่เคยอ่านออกมาก่อน มันทั้งเจ็บปวด โกรธเกรี้ยว และ... เด็ดเดี่ยว
"ได้... ข้าทำตามที่เจ้าต้องการ" จวิ้นเฟยเอ่ยเสียงเรียบ พร้อมกับทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นเบื้องหน้าขุนนางกังฉิน
ฉีจ้าวเหวินหัวเราะลั่นอย่างได้ใจ อำนาจที่เคยคิดว่าสั่นคลอนกลับคืนมาอยู่ในกำมืออีกครั้ง "ดี! ช่างเป็นอ๋องผู้รักมั่นคงเสียนี่กระไร..."
ทว่า ในวินาทีที่หัวเข่าของจวิ้นเฟยแตะพื้นดิน และสายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่การยอมจำนนของอ๋องหนุ่มนั้นเอง แววตาของซูเหยาที่สะท้อนอยู่ในความมืดก็เปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นประกายคมกริบทอแสงวาบ นางไม่ได้หวาดกลัว นางกำลังรอ... รอจังหวะที่สุนัขจิ้งจอกเฒ่าตายใจ
และในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครคาดคิดนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดนับร้อยนายก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วตำหนัก
"กองกำลังรักษาพระนครมาแล้ว! ปิดล้อมห้องหนังสือหลวงไว้ อย่าให้คนของตระกูลฉีเล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
ฉีจ้าวเหวินหน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาหันขวับกลับไปมองประตูทางเข้า ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัว อ๋องจวิ้นเฟยที่คุกเข่าอยู่กลับดีดตัวขึ้นราวกับพญาเสือชีตาร์ กระบี่ในมือพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงเกินกว่ามนุษย์จะหลบพ้น ปลายกระบี่คมกริบจ่อเข้าที่ลำคอของฉีจ้าวเหวินแทนที่เดิมอย่างแม่นยำ!
รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอ๋องหนุ่ม ขณะที่สายตาคมกราบมองขุนนางผู้ชราที่ตอนนี้ตกเป็นเหยื่อในกำมือเสียเอง
"น่าเสียดายนะใต้เท้าฉี..." จวิ้นเฟยกระซิบเสียงพร่าข้างหูอีกฝ่าย "คนที่เดินเข้ากรง... ไม่ใช่ข้า แต่เป็นตัวท่านต่างหาก"
ขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่ากระแสเชี่ยวกรากนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 24
กับดักที่เหนือกว่า
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!