หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 25

ทางเลือกแห่งชีวิต

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
“น่าเสียดายนะใต้เท้าฉี…” สุ้มเสียงของอ๋องจวิ้นเฟยพร่าเลือนราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านรอยแผลเป็น ทว่ากลับคมกริบราวกับใบมีดที่แนบอยู่บนเส้นเลือดใหญ่ “คนที่เดินเข้ากรง... ไม่ใช่ข้า แต่เป็นตัวท่านต่างหาก” ความเงียบงันในห้องโถงลับใต้เรือนรับรองระลอกนี้ หนักอึ้งเสียจนราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ใต้เท้าฉีจ้าวเหวิน ขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก ชะงักค้างไปชั่วลมหายใจ รอยยิ้มเยียบเย็นบนใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มสั่นคลอน ดวงตาหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง ก่อนที่เสียงหัวเราะแหบพร่าจะเล็ดลอดออกมาจากลำคอ “ฮ่าๆๆ... ฝ่าบาททรงล้อเล่นกระมังพ่ะย่ะค่ะ” ฉีจ้าวเหวินฝืนยิ้ม แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม “กองกำลังนับพันของข้าปิดล้อมเรือนหลังนี้ไว้หมดแล้ว ท่านยังมีหน้ามากล่าววาจาเพ้อเจ้อเช่นนี้อีกหรือ?” จวิ้นเฟยไม่ตอบ ถ้วยชาในมือถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างเชื่องช้า เสียงกระทบเบาๆ นั้นก้องกังวานในโสตประสาทของคนทั้งคู่ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย พระองค์ปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานแคบที่สะท้อนแสงจันทร์สีเลือด ทรงแย้มพระสรุปบางเบาแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ “ท่านคิดจริงๆ หรือว่า... หน่วยเงาทมิฬที่ท่านสะสมไว้ จะภักดีต่อคนใกล้ตายเช่นท่าน?” คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำลายความมั่นใจทั้งหมดของฉีจ้าวเหวินลงในพริบตา เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยที่ดังขึ้นจากด้านนอก ไม่ใช่เสียงของกองกำลังพิทักษ์จวนฉี หากแต่เป็นเสียงเกราะเหล็กกระทบกันเป็นจังหวะระเบียบของกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน—กองกำลังที่ควรจะอยู่ห่างออกไปถึงชายแดนเหนือ ประตูห้องโถงถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง หลินซูเหยา ราชบัณฑิตหญิงผู้สวมชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ใบหน้างดงามนั้นเย็นชาราวกับรูปสลักหยก ในมือของนางถือราชโองการลับที่ประทับตราหยกประจำพระองค์ พร้อมด้วยบัญชีลับที่ระบุเส้นทางการเงินและการทุจริตทั้งหมดของตระกูลฉีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ฉีจ้าวเหวินหน้าถอดสี ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “มะ... เป็นไปได้อย่างไร เจ้าเด็กเหลือขอ! เจ้าควรจะถูกขังคุกหลวงไปแล้วสิซูเหยา!” “ข้าจะติดคุกหรือไม่อย่างไร... คงไม่ใช่เรื่องที่ใต้เท้าต้องกังวลอีกต่อไปแล้วค่ะ” ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตาที่มองไปยังขุนนางกังฉินกลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ถูกเก็บงำมานานปี “สิ่งที่ท่านควรคิดในตอนนี้ คือการเลือกต่างหาก ว่าท่านจะเลือกสารภาพแต่โดยดี หรือจะรอให้ตระกูลฉีทั้งโคตรต้องรับโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรด้วยน้ำมือของข้า” บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดถึงขีดสุด อ๋องจวิ้นเฟยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสูงสง่าก้าวเข้าไปประชิดร่างของสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พระเนตรคมกริบทอดมองซูเหยาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—มีความชื่นชม มีความห่วงใย และมีอำนาจต่อรองที่ค้ำคออยู่ ทว่า ในวินาทีนั้นเอง สายตาของจวิ้นเฟยก็เหลือบไปเห็นเงาดำที่เคลื่อนไหวอยู่บนขื่อหลังคา ลูกธนูอาบยาพิษนับสี่ยี่สิบดอกกำลังเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ และเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่ฉีจ้าวเหวิน... แต่คือหลินซูเหยา! “ระวัง!” จวิ้นเฟยพุ่งตัวเข้าโอบกอดร่างบางให้หลบพ้นวิถีลูกธนูได้อย่างเฉียดฉิว ลูกธนูดอกแรกปักลงบนพื้นไม้ส่งเสียงดังสนั่น ตัวลูกธนูสั่นระริกเคลือบด้วยพิษสีม่วงเข้มที่ส่งกลิ่นเหม็นไหม้อย่างรุนแรง “อ๋องจวิ้นเฟย!” ซูเหยาอุทานด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าพระอังสา (หัวไหล่) ของชายหนุ่มถูกปลายลูกธนูเฉี่ยวจนเลือดสีเข้มซึมทะลุอาภรณ์เนื้อดีออกมา “ท่าน... ทำไมต้องเอาตัวมาบังข้า?” จวิ้นเฟยแย้มสรวลเจ็บปวด พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมบาดแผลไว้ ขณะที่พระเนตรคมกริบยังคงจ้องมองไปยังซูเหยาอย่างลึกซึ้ง “เจ้าลืมไปแล้วหรือซูเหยา... ชีวิตของเจ้า เป็นของข้า ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์พรากมันไปทั้งนั้น แม้กระทั่งความตาย” “ท่านมันบ้า...” ซูเหยาขบกรามแน่น ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก นางไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งกระด้างราวกับหินผาของนาง กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่เสี่ยงชีวิตของบุรุษผู้นี้ “ใช่ ข้ามันบ้า...” จวิ้นเฟยโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนปลายพระนาสิกแทบจะชนกับพวงแก้มเนียน สุ้มเสียงทุบต่ำกระซิบข้างหูด้วยถ้อยคำที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุด “และในตอนนี้... ข้าก็มีทางเลือกให้เจ้าเช่นกัน ซูเหยา” ซูเหยาชะงัก “ทางเลือกอะไรของท่าน?” “ระหว่างปล่อยให้ข้าจัดการกวาดล้างพรรคพวกของฉีจ้าวเหวินให้สิ้นซาก แลกกับการที่เจ้าต้องยอมจำนนต่ออำนาจของข้า... เป็นชายาในนาม หรือแม้แต่เป็นเชลยในหัวใจของข้าไปตลอดกาล” จวิ้นเฟยเว้นจังหวะ สายตาคู่นั้นกวาดมองริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว “กับ... อีกทางเลือกหนึ่ง ปล่อยให้ข้าตายอยู่ที่นี่ ปล่อยให้แผนการล้างแค้นของเจ้าพังทลายลง และปล่อยให้ความจริงทั้งหมดฝังกลบไปพร้อมกับศพของพวกเราทั้งคู่... เจ้าจะเลือกทางไหน?” ห้องโถงทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งสาม และเสียงฝีเท้าของกองกำลังภายนอกที่กำลังพังประตูเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ซูเหยาหลุบตาลงมองบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลรินของชายหนุ่ม สมองอันปราดเปรื่องของนางกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว—อำนาจที่จวิ้นเฟยยื่นให้ ไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่มันคือการผูกมัดวิญญาณของนางไว้กับเขาชั่วนิรันดร์ หากนางเลือกทางแรก นางจะเป็นอิสระจากการถูกตามล่า แต่สูญเสียอิสรภาพทางจิตใจ หากนางเลือกทางที่สอง... ทุกอย่างที่นางอดทนทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า นิ้วเรียวของซูเหยายกขึ้นแตะที่ปลายกระบี่ของจวิ้นเฟย นางเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ นัยน์ตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ทั้งท้าทาย ทั้งลังเล และเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ยากจะต้านทาน “ใต้เท้าฉี…” ซูเหยาไม่ได้ตอบจวิ้นเฟยในทันที นางหันไปมองขุนนางกังฉินที่กำลังลนลานอยู่มุมห้อง “ท่านคิดว่าความลับเรื่องตราหยกของแคว้น ที่ซ่อนอยู่ในจวนของท่าน... จะมีค่าพอให้ท่านรอดชีวิตหรือเปล่าคะ?” ฉีจ้าวเหวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อได้ยินคำนั้น “เจ้า... เจ้ารู้เรื่องตราหยกนั้นได้อย่างไร?!” จวิ้นเฟยหรี่พระเนตรลงทันที พระองค์ทรงรู้ดีว่าตราหยกแคว้นที่หายสาบสูญไปนานนับสิบปี คือกุญแจสำคัญที่สุดในการโค่นลลังก์ และในขณะที่พระองค์กำลังจะเอ่ยปากถามซูเหยาถึงที่ซ่อนของมัน เสียงกระบี่ชักออกจากฝักก็ดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขา พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของบุคคลที่สามที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด “น่าเสียดายนะเสด็จพี่… ตราหยกดอกนั้น อยู่ในมือของน้องเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” -------------------------------------------------- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินเกมหมากที่ไม่มีวันยอมแพ้นะคะ 🙏✨ - หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%