กลิ่นอายของสุราหมักชั้นดีและควันธูปราคาแพงลอยอวลเคล้าอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวของหอสุราเมฆาคล้อย รสสัมผัสของความหรูหราที่เคลือบด้วยกลิ่นอายความเสื่อมทรามนี้ ช่างจงใจสร้างขึ้นเพื่อตบตาผู้คน ทว่าสำหรับหลินซูเหยาแล้ว ทุกรายละเอียดที่จัดวางล้วนเป็นหมากกลที่ถูกคำนวณมาอย่างดี
ราชบัณฑิตหญิงในชุดอาภรณ์สีเทาเข้มเรียบง่ายแต่วัดตัดเย็บอย่างประณีต นั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลัก ปลายนิ้วเรียวยาวจรดลงบนพู่กันขนกระต่าย สมาธิของนางมิได้สั่นคลอนแม้แต่น้อยต่อเสียงหัวeเราะสำราญและเสียงดนตรีบรรเลงที่ลอดผ่านผนังห้องเข้ามา สำหรับนาง คนที่จงใจแสดงตัวว่าเป็นคนไร้พิษสง มักซ่อนคมมีดที่แหลมคมที่สุดเอาไว้เบื้องหลังรอยยิ้ม
และในเวลานี้... เจ้าของคมมีดนั้นก็กำลังก้าวเข้ามา
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่แฝงด้วยจังหวะกวนประสาทดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่มันจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้อง
อ๋องจวิ้นเฟย... บุรุษที่ผู้คนต่างร่ำลือว่าเป็นท่านอ๋องผู้มัวเมาในนารีและสุรา อาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองของเขาหลุดลุ่ยเล็กน้อย เส้นผมรวบไว้ลวกๆ ด้วยปิ่นหยกเนื้อดีแต่กลับเอียงกระفس ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับงานแกะสลัก ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่ยากจะหยั่งถึง กลิ่นอายความเย่อหยิ่งและอิสระเสรีแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่รอเวลาขย้ำเหยื่อ
"ไม่นึกเลยว่าราชบัณฑิตหลินผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ จะมีรสนิยมแอบมานั่งจิบสุราในหอคณิกาชั้นยอดเช่นนี้" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือความเย้าแหย่ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต
ซูเหยามิได้สะดุ้งสะเทือน นางวางพู่กันลงอย่างใจเย็น ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง ราวกับกำลังประเมินราคาของสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาดมืด "หม่อมฉันมาหาความสงบเพื่อสะสางฎีกา ส่วนท่านอ๋อง... เกรงว่าจะมาผิดที่ หากท่านต้องการหาความสำราญ ห้องฝั่งตรงข้ามคงจะเหมาะสมกับสถานะ 'คนไร้แก่นสาร' ของท่านมากกว่าเพคะ"
จวิ้นเฟยชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากกระตุกขึ้นอย่างนึกสนุก นัยน์ตาคมกริบกวาดสำรวจหญิงตรงหน้าตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายนิ้วมือ ความเฉยชาที่เคลือบด้วยความฉลาดเฉลียวนี้ ช่างแตกต่างจากสตรีทั่วไปที่มักจะหวาดกลัวหรือพยายามประจบสอพลอเขาอย่างสิ้นเชิง
"คนไร้แก่นสารอย่างเรา หากมิใช่เพราะได้ยินว่ามี 'ยอดกุนซือหญิง' แอบมาสืบเรื่องราวลับๆ ของเสนาบดีฉีอยู่ที่นี่ ไยท่านอ๋องผู้นี้จะต้องลงทุนเดินเข้ามาในถ้ำเสือเล่า?" จวิ้นเฟยโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "จริงไหม... ใต้เท้าหลิน?"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครยอมหลบสายตาใคร แรงปะทะทางความคิดแผ่ซ่านออกมาราวกับกระแสลมหนาวที่เฉือดเฉือนผิวเนื้อ ซูเหยาขยับยิ้มเย็นชาที่มุมปาก นางรู้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้เสเพลอย่างที่ข่าวลือว่า แท้จริงแล้วเขากำลังเล่นเกมเดียวกับนาง เพียงแต่ใช้หน้ากากความสำมะเลเทเมามาบังหน้าเพื่อความปลอดภัยในราชสำนักที่เต็มไปด้วยเข็มพิษ
"ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้ว หม่อมฉันเป็นเพียงข้าราชการต้อยต่ำคนหนึ่ง มิบังAอาจไปเกี่ยวצ้องกับเรื่องใหญ่โตของเสนาบดีฉีหรอกเพคะ" ซูเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อย ไร้พิรุธ
"ปากแข็งเสียจริง..." จวิ้นเฟยหัวเราะในลำคอ ดวงตาพราวระยับด้วยความท้าทาย "เจ้ากำลังตามหาหลักฐานบัญชีลับการทุจริตคอรัปชันเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเกี่ยวโยงกับการตายของตระกูลหลิน... และข้าเอง ก็กำลังหาทางลากคอคนกลุ่มเดียวกันนั้นลงจากอำนาจ"
คำพูดนั้นทำให้ปลายนิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะของซูเหยาเกร็งแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว หัวใจที่เคยเยือกเย็นเต้นกระหน่ำขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่นางก็ยังคงควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางหรี่ตามองเขาอย่างระแวดระวัง "เหตุใดหม่อมฉันต้องเชื่อพระองค์? ท่านอ๋องผู้รักสนุก ไยต้องเอาอนาคตมาเสี่ยงกับคดีล้างบางตระกูลขุนนางเก่า"
"เพราะเรากับเจ้า... เกลียดคนผู้เดียวกัน" จวิ้นเฟยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาที่ทอดมองมาไม่มีความขี้เล่นเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความมืดมิดและความแค้นฝังรากลึกที่สะท้อนอยู่ในนั้น "ฉีจ้าวเหวิน... ต้องชดใช้"
ซูเหยาเม้มปากแน่น นางกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับการร่วมมือกับปีศาจตนนี้ ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูก็รัวขึ้นอย่างกระชั้นชิดขัดจังหวะเสียก่อน
"ใต้เท้าขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงขององครักษ์ประจำตัวของนางดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "หีบเอกสารลับที่ซ่อนไว้ในห้องทำงานที่สำนักราชบัณฑิต... ถูกรื้อค้นจนย่อยยับ และมีสิ่งนี้ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ!"
ซูเหยาผุดลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางหันกลับไปมองจวิ้นเฟยที่ยังคงนั่งไขว่ห้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตากลับไหววูบอย่างน่าประหลาด
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตองอีกครั้ง องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ยื่นม้วนกระดาษเปื้อนเลือดส่งให้ซูเหยาด้วยมือที่สั่นเทา
ราชบัณฑิตหญิงรับม้วนกระดาษนั้นมาคลี่ออกอ่าน สายตากวาดมองข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีชาด ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกะทันหัน หาใช่เนื้อหาในจดหมายไม่... แต่เป็นตราประทับประจำตัวที่ใช้หยดลงบนกระดาษ
มันคือตราประทับของ 'มารดา' ของอ๋องจวิ้นเฟย... ผู้ที่สิ้นชีพไปตั้งแต่สิบปีก่อน!
หมอกเหมยปลายฤดู
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับเกมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 2
บุรุษเสเพลที่น่ากังขา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!