หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 3

ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายชาผู่เออร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นอยู่เบื้องหน้า ทว่าความอบอุ่นของมันกลับมิอาจเจือจางความเยียบเย็นในห้องหนังสือลับ ณ ตำหนักอ๋องจวิ้นเฟยลงได้แม้แต่น้อย หลินซูเหยานั่งหลังตรงราวก้านบัวสลัก นางไม่แตะต้องถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนิลที่ถูกเลื่อนมาวางไว้ตรงหน้าตั้งแต่ก้าวเข้าห้อง ดวงตากระจ่างใสราวกับผิวน้ำในยามราตรีคู่นั้นจับจ้องไปยังบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นถึงท่านอ๋องผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดิน ผู้ซึ่งกำลังใช้ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าหนักหน่วงดุจเสียงกลองศึก "ราชบัณฑิตหลินช่างใจแข็งยิ่งนัก ชาชั้นดีจากแดนใต้ถ้วยนี้ ข้าให้คนต้มเคี่ยวด้วยน้ำค้างบนยอดเขาชาญ จนได้รสชาติกลมกล่อมที่ขุนนางในราชสำนักต่างแย่งชิงกันลิ้มลอง แต่เจ้ากลับเมินเฉยราวกับมันเป็นเพียงน้ำล้างจาน" เสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าหยอกเอ่ยขึ้น รอยยิ้มมุมปากของอ๋องจวิ้นเฟยฉาบไล้อย่างจงใจให้ดูเสเพลและคาดเดาไม่ได้ แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับคมกริบดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าแพร "หม่อมฉันเป็นเพียงขุนนางต้อยต่ำผู้รับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก หาใช่ผู้มีวาสนาจะลิ้มรสชาบรรณาการไม่เพคะ อีกอย่าง... เวลาอันมีค่าของท่านอ๋อง ย่อมมิควรถูกนำมาใช้กับการพยายามเปลี่ยนรสชาติชาในถ้วยของหม่อมฉัน" ซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไร้คลื่นอารมณ์ นางไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีคุกคามโดยไร้เสียงของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย จวิ้นเฟยแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงสง่าก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีเพียงซูเหยากับเขานั่งเผชิญหน้ากัน กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชยปะทะนาสิก แต่นางเลือกที่จะไม่ถอยหลังหนีแม้แต่เซนติเมตรเดียว "ปากคอเราะร้ายสมกับที่เป็นเจ้าของฉายา 'กระบี่เหล็กแห่งสำนักราชบัณฑิต' จริงๆ" จวิ้นเฟยโน้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ ดวงตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "เช่นนั้น ข้าคงไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อมแล้วกระมัง ซูเหยา... เจ้าเกลียดฉีจ้าวเหวินใช่หรือไม่" ชื่อนั้น... ชื่อที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองเถ้าถ่านแห่งความทรงจำ ชื่อของขุนนางกังฉินผู้เหยียบย่ำตระกูลหลินจนย่อยยับ ถูกเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัวจากปากของบุรุษผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากฮ่องเต้ หัวใจของซูเหยากระตุกวูบไปชั่วขณะ แต่สีหน้าของนางยังคงความเยือกเย็นไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีเพียงปลายนิ้วที่กำชายเสื้อแน่นจนยับย่น "ท่านอ๋องทรงตรัสล้อเล่นอันใด หม่อมฉันเป็นขุนนางย่อมจงรักภักดีต่อราชสำนัก ใยต้องมีความรู้สึกส่วนตัวกับเสนาบดีฉีผู้ปรีชาญาณเล่าเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างแนบเนียน "ปรีชาญาณ?" จวิ้นเฟยทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันชัดเจน "คำนี้หากฉีจ้าวเหวินได้ยินคงนอนหลับฝันดีไปสามวันเจ็ดวัน แต่ก็น่าเสียดาย... ที่บัญชีลับการยักยอกเสบียงคลังหลวงเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงตระกูลหลินของเจ้านั้น ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับใต้เรือนพักของมันอย่างดี" ซูเหยาเบิกเนตาขึ้นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกฉายผ่านวูบหนึ่งก่อนจะถูกกลบฝังด้วยความระแวดระวัง บัญชีลับฉบับนั้น... คือหลักฐานชิ้นเดียวที่จะล้างมลทินให้ตระกูลหลินได้ แต่มันหายสาบสูญไปพร้อมกับการตายของบิดานาง นางตามหามันมาตลอดห้าปีเต็ม! "ท่านรู้ได้อย่างไร..." น้ำเสียงของนางหลุดความสั่นเครือออกมาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ "เพราะข้าเองก็กำลังตามล่าคอของมันอยู่เช่นกัน" จวิ้นเฟยผละตัวออกไปยืนตรงดังเดิม แววตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นดุดันและเต็มไปด้วยความแค้นสุมอกที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความสำราญ "ฉีจ้าวเหวินทำลายชีวิตมารดาของข้า และเหยียบย่ำความยุติธรรมที่ตระกูลเจ้าควรได้รับ หมากตานี้... ข้าเดินคนเดียวมันช้าเกินไป ข้าต้องการมือที่แหลมคมและรอบคอบเช่นเจ้า" ห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงตะเกียงน้ำมันที่ส่งเสียงปะทุเบาๆ ซูเหยาเงียบไปนาน สมองอันปราดเปรื่องของนางกำลังประมวลผลข้อเสนอที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกับอ๋องจวิ้นเฟย เท่ากับการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย หากพลาดพลั้ง ร่างกายของนางอาจจะไม่เหลือแม้แต่ที่ฝังศพ แต่หากปฏิเสธ... โอกาสเดียวที่จะล้างแค้นให้ตระกูลหลินและทวงคืนความยุติธรรมก็คงดับสูญไปตลอดกาลเช่นกัน "ท่านอ๋องทรงมีอำนาจล้นฟ้า มีกองทหารในมือ มีทรัพย์สินเงินทองนับไม่ถ้วน เหตุใดจึงต้องดึงหม่อมฉัน หญิงสาวผู้ไร้ซึ่งอำนาจและมีแต่ตัว เข้ามาพัวพันในเกมการเมืองอันโสโครกนี้ด้วยเลเพคะ" ซูเหยาเอ่ยถามด้วยแววตาที่วิเคราะห์เจาะลึก นางต้องการรู้เหตุผลที่แท้จริง หาใช่เพียงแค่คำพูดสวยหรู จวิ้นเฟยหันกลับมามองนาง รอยยิ้มมุมปากหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังที่น่าเกรงขาม "เพราะข้าต้องการคนที่ไม่เพียงแต่ใช้กำลัง แต่ใช้ 'สมอง' และความถูกต้องเป็นเกราะป้องกัน ข้าต้องการคนที่กล้าพอจะจ้องหน้าฉีจ้าวเหวินโดยไม่หวั่นเกรง และที่สำคัญที่สุด..." เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวลงมาเอמהกระซิบข้างใบหูของนาง แผ่วเบาแต่ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ "...เจ้ามีความแค้นที่บริสุทธิ์ที่สุด และข้า... ก็มีเป้าหมายที่เด็ดเดี่ยวที่สุดเช่นกัน" ซูเหยานิ่งอึงไปกับสัมผัสใกล้ชิดและถ้อยคำที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณ นางหันไปสบตากับเขา แววตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ในความมืดสลัวของห้องหนังสือ คลื่นใต้น้ำแห่งการแย่งชิงอำนาจและความตายได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ "ข้อเสนอของท่านอ๋อง ช่างเป็นสิ่งที่หม่อมฉัน... ปฏิเสธไม่ได้เสียจริงๆ เพคะ" ซูเหยาเอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคง ทว่าในใจกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึก จวิ้นเฟยยกย่องมุมปากขึ้นอีกครั้งอย่างพึงพอใจ เขายื่นมือหนาออกมาเบื้องหน้าเพื่อเป็นการทำสัญญาทางใจ "ยินดีต้อนรับสู่หมากกระดานของข้า... ที่ปรึกษาหลิน" ซูเหยากำมือแน่น ชั่งใจอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยกมือขึ้นวางทับลงบนฝ่ามือของเขา สัมผัสที่เย็นเฉียบจากมือทั้งสองประสานกันเป็นสัญญาล้างเลือดที่ไม่อาจหวนกลับ ทว่า... ในจังหวะที่ปลายนิ้วของทั้งคู่กำลังจะผละออกจากกัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องหนังสือลับ ตามด้วยเสียงทุบประตูรัวเร็วจนน่าตกใจ "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงหอบสะท้านขององครักษ์คนสนิทดังแทรกเข้ามาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง "สายรายงานด่วนจากจวนเสนาบดีฉี... บัญชีลับที่ท่านตามหา ถูกพบเป็นเถ้าถ่านไปแล้วครึ่งเล่มเมื่อชั่วยามก่อน! และคนที่เข้าไปในห้องหนังสือก่อนเกิดเหตุ... คือคนสนิทของไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ!" ซูเหยาและจวิ้นเฟยหันขวับไปมองหน้ากันทันที รัศมีแห่งความตกตะลึงฉายชัดขึ้นในแววตาของอ๋องผู้เยือกเย็นเป็นครั้งแรก! หมอกเหมยปลายฤดู ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับเกมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%