หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 4

กลลวงในโรงน้ำชา

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
"ชาชิงเซียงถ้วยนี้... ท่านอ๋องทรงจงใจชงให้ขมเกินไป หรือฝีมือการต้มชาขององค์ชายตกลงไปตามกาลเวลากันแน่เพคะ" น้ำเสียงของหลินซูเหยาเรียบเฉย ทว่าแฝงความคมกริบดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรไหม นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองถ้วยชาเคลือบกระเบื้องเซลาดอนที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า ปลายนียวมือเรียวบางยังคงจดจ่ออยู่กับการหมุนวงแหวนหยกอุ่นบนนิ้วชี้ ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองละอองไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากผิวน้ำชาสีเขียวเข้ม ก่อนจะเงยขึ้นสบตาบุรุษเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ในห้องส่วนตัวชั้นสองของโรงน้ำชาอี้หลิง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอึดอัดที่หนาแน่นยิ่งกว่ากลุ่มควันจากเตากำยาน อ๋องจวิ้นเฟยแย้มสรวลน้อยๆ รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา คู่นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหันมาสบประสานกับนาง ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังหยอกล้อเหยื่อผู้โง่เขลา—หรือบางที อาจเป็นเขากำลังประเมินว่าเหยื่อตัวนี้มีพิษสงร้ายกาจเพียงใด "ความขมของชา... ย่อมขึ้นอยู่กับว่าผู้ดื่มกำลังลิ้มรสชาติใดอยู่ต่างหากเล่า ใต้เท้าหลิน" อ๋องจวิ้นเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง แต่แฝงความเยียบเย็นไว้ทุกอณู พระองค์ทรงเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ไม้จันทน์อย่างผ่อนคลาย ทว่ากล้ามเนื้อทุกมัดกลับตึงเครียดพร้อมรับมือกับทุกปฏิกิริยาของสตรีตรงหน้า "หากเจ้าคิดว่ามันขม นั่นอาจเป็นเพราะในใจของราชบัณฑิตหญิงเช่นเจ้า มีความระแวงแคลงใจตลบทบอบอวลจนกลบรสชาติที่แท้จริงไปเสียหมดแล้วต่างหาก" นี่ไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญ—พวกเขาทั้งสองต่างรู้ดีแก่ใจ หลังเหตุการณ์เอกสารลับในหอคอยบรรณสารเมื่อคืนก่อน ทั้งซูเหยาและจวิ้นเฟยต่างตกเป็นเป้าสายตาของขั้วอำนาจในราชสำนัก โดยเฉพาะฉีจ้าวเหวินที่เริ่มเคลื่อนไหวอย่างน่าสงสัย การนัดพบกันอย่างลับๆ ในโรงน้ำชาแห่งนี้จึงเป็นทั้งการสงบศึกชั่วคราวและการห้ำหั่นทางจิตวิทยาเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบ ซูเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นราดรดลงบนความเงียบงันราวกับน้ำเย็นจัด "ความระแวงหรือเพคะ? หม่อมฉันเป็นเพียงข้าราชการตัวเล็กๆ ที่ทำตามหน้าที่ปกป้องความถูกต้อง ไฉนเลยจะกล้าอาจหาญสงสัยพระองค์ผู้ทรงเกียรติ... เพียงแต่ หม่อมฉันแค่สงสัยว่า เหตุใด 'ท่านอ๋องผู้รักความสำราญ' เช่นพระองค์ จึงมักจะปรากฏกายในสถานที่และเวลาที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตของตระกูลฉีอยู่เสมอ" คำพูดนั้นพุ่งตรงประเด็นราวกับลูกศรอาบยาพิษ ไม่มีคำอ้อมค้อม ไม่มีพิธีรีตอง อ๋องจวิ้นเฟยไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย รอยยิ้มมุมโอษฐ์กลับลึกขึ้นกว่าเดิม พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป ยกถ้วยชาขึ้นจิบรสชาติขมปร่าอย่างไม่แยแส ก่อนจะวางลงกระทบโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* เบาๆ "ราชบัณฑิตหลิน... เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว และความฉลาดมักเป็นภัยต่ออายุขัย" จวิ้นเฟยโน้มพระวรกายเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ "เจ้าคิดว่าข้ากำลังเล่นเกมเดียวกับฉีจ้าวเหวินอย่างนั้นหรือ? เจ้ามองเห็นแค่ภาพสะท้อนผิวเผินบนผิวน้ำ แต่กลับมองไม่เห็นคลื่นใต้น้ำที่กำลังจะกลืนกินพวกเราทั้งคู่" "ถ้าเช่นนั้น ไฉนพระองค์ไม่ทรงอธิบายให้หม่อมฉันผู้โง่เขลานี้ฟังเล่าเพคะ ว่าคลื่นใต้น้ำที่ว่า มันกำลังซัดพาความจริงข้อใดมาสู่ราชสำนัก" ซูเหยาไม่ถอยร่น สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเขา ค้นหาความจริงเบื้องหลังหน้ากากความเสเพลที่เขาใช้ตบตาผู้คนมานานหลายปี "ความจริงหรือ?" จวิ้นเฟยทวนคำ เสียงกระซิบของพระองค์ต่ำพร่าจนเกือบกลืนหายไปกับเสียงฝนโปรยปรายด้านนอก "ความจริงก็คือ... คนที่เจ้ากำลังกราบทูลขอความยุติธรรมให้อยู่ในเวลานี้ อาจเป็นคนเดียวกับคนที่ส่งมารดาของข้าไปสู่ความตายเมื่อสิบปีก่อน และถ้าเจ้ายังดึงดันจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ต่อไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ชีวิตน้อยๆ ของเจ้า... คงรักษาไว้ไม่ได้จนถึงฤดูใบไม้ร่วงหน้าแน่" หัวใจของซูเหยาเต้นกระตุกวูบ แต่นางยังคงควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยได้อย่างสมบูรณ์แบบ คำพูดของเขาไม่ได้ทำให้ตื่นกลัว แต่มันกลับไปสั่นคลอนสมมติฐานทั้งหมดที่นางเคยมีเกี่ยวกับคดีการล่มสลายของตระกูลหลินและมารดาของอ๋องจวิ้นเฟย *หรือว่า... เบื้องหลังของฉีจ้าวเหวิน จะยังมีเงาอำนาจที่ใหญ่กว่านั้นครอบงำอยู่อีก?* ก่อนที่ซูเหยาจะได้ทันเอ่ยปากโต้แย้งสิ่งใด บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และหนักหน่วงจำนวนหลายคู่กำลังเร่งรีบขึ้นมายังบันไดไม้ชั้นสอง เสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะยามรักษาการณ์ดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ จวิ้นเฟยขมวดพระขนู่ทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปที่ประตูกระดาษสาที่ปิดทึบ *ปัง!* ประตูห้องถูกถีบเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างของทหารองครักษ์หลวงในชุดเกราะเต็มยศก้าวพรวดพราดเข้ามา ด้านหลังสุดคือเงาร่างคุ้นตาของขุนนางชราผู้สวมชุดขุนนางชั้นสูง ใบหน้าเหี่ยวย่นประดับด้วยรอยยิ้มหยันที่ฉาบไว้ด้วยความเสแสร้ง—ฉีจ้าวเหวินปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกองกำลังที่ล้อมกรอบห้องนี้ไว้ทั้งหมดแล้ว "โอ้... กระหม่อมช่างบังเอิญเสียจริง ที่ได้เห็นท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์กับราชบัณฑิตหญิงผู้เคร่งครัด แอบมาพบกันลับๆ ในโรงน้ำชาซอกมุมเช่นนี้" ฉีจ้าวเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ชวนสะอิดสะเอียน สายตาดั่งสุนัขจิ้งจอกกวาดมองทั้งสองคนสลับกันไปมา "ไม่ทราบว่า... ใต้เท้าหลินกับท่านอ๋องกำลังปรึกษาหารือเรื่องราชการแผ่นดิน หรือกำลังสุมหัวคิดการกบฏต่อราชบัณฑิตยสถานกันแน่?" ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางสถานการณ์คับขันที่พลิกผันในชั่วพริบตา พวกเขาตกหลุมพราง... มีคนจงใจปล่อยข่าวการนัดพบครั้งนี้ให้ฉีจ้าวเหวินล่วงรู้! ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง อ๋องจวิ้นเฟยกลับแย้มสรวลออกมาอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลศนัยและความเย่อหยิ่ง พระองค์ทรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บังร่างเรียวบางของซูเหยาไว้ครึ่งหนึ่งอย่างปกป้องโดยสัญชาตญาณ "ฉีจ้าวเหวิน... ตาแก่เช่นเจ้า ช่างขยันหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง" จวิ้นเฟยทอดพระเนตรมองขุนนางกังฉินด้วยหางตา พระหัตถ์ข้างหนึ่งไขว้ไว้ด้านหลัง ขณะที่พระหัตถ์อีกข้าง... ค่อยๆ แบออกช้าๆ บนฝ่าพระหัตถ์นั้น คือป้ายคำสั่งทองคำแท้สลักลายพยัคฆ์—สัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจกองทัพพิทักษ์ชายแดนที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงพระราชทานให้ด้วยความระมัดระวัง และมันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฉีจ้าวเหวินพยายามตามหามาตลอดสิบปีเพื่อโค่นล้มพระองค์ "เจ้าอยากได้สิ่งนี้ไม่ใช่หรือ?" จวิ้นเฟยตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนทุกคนในห้องต้องหยุดหายใจ "ถ้าเก่งจริง... ก็ลองเข้ามาแย่งมันไปจากมือข้าดูสิ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับเกมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%