หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 5

พยานที่หายสาบสูญ

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ยังคงลอยอวลอยู่ในห้องรับรองร้างท้ายจวนสกุลฉี ไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาขยับถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างยื่นออกไปแตะสัมผัสลงบนริมฝีปากของร่างไร้ลมหายใจที่นอนพับอยู่บนพื้น ความเย็นเยียบของศพสะท้อนผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ผิวเนื้อ แต่นั่นยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับรอยแผลกระบี่ลึกที่ปักเข้าบริเวณลิ้นปี่อย่างไร้ความปรานี นี่คือพยานปากเอก... ข้ารับรองเก่าแก่ผู้กุมบัญชีลับการทุจริตคดโกงเสบียงคลังเมื่อสิบปีก่อน พยานผู้ซึ่งควรจะยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์พิพากษาในอีกสามวันข้างหน้า บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเศษซากพยานปากตายที่ถูกกำจัดทิ้งอย่างไร้ร่องรอย "มาช้าไปก้าวเดียว... หรือแท้จริงแล้ว พวกเราต่างหากที่เดินอยู่ในเกมของมันตั้งแต่ต้น?" น้ำเสียงนุ่มทุกลึกกังวานดังขึ้นจากความมืดตรงมุมห้อง อ๋องจวิ้นเฟยสาวเท้าก้าวออกมาจากเงาไม้ที่ทาบทับหน้าต่างกระดาษสา แสงจันทร์สลัวทอดผ่านโครงหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงเนตรคมกริบราวกับพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองร่างไร้ชีพบนพื้น ก่อนจะเบนกลับมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นของราชบัณฑิตหญิงเบื้องหน้า ซูเหยาค่อย ๆ ชักมือกลับ นางใช้ผ้าแพรสีขาวสะอาดเช็ดคราบโลหิตที่เปื้อนปลายนิ้วอย่างใจเย็น ราวกับกำลังกระทำกิจวัตรอันแสนสามัญในยามเช้า มิใช่การยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม "ฝ่าบาททรงมีเวลาว่างมาเดินเล่นในสถานที่อัปמงคลเช่นนี้ด้วยหรือเพคะ หรือว่า... ทรงเป็นผู้มา ‘จัดการ’ ปิดปากพยานด้วยพระองค์เองกันแน่" ซูเหยาเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะหันไปสบตา น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราلใบมีดซ่อนในแพรไหม จวิ้นเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เขาก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจาง ๆ ของสนิมเหล็กผสมผสานกันในอากาศที่อัดแน่น "หากเป้าหมายของหม่อมฉันคือการฆ่าปิดปาก เกรงว่าเจ้าคงไม่ได้ยืนถือวิสาสะชันสูตรศพอยู่ตรงนี้หรอกนะ... หลินซูเหยา เจ้าฉลาดนักในเรื่องตำราและกฎหมาย แต่บางครั้งความดื้อรั้นอย่างไร้ชั้นเชิงก็มักจะพาคนฉลาดไปสู่หลุมศพเร็วกว่าที่คิด" ซูเหยาดึงสายตากลับมาสบประสานกับนัยน์ตาพญาอินทรีคู่นั้น ริมฝีปากบางเฉียบยกยิศยเยาะเล็กน้อย "หม่อมฉันจะตายหรือไม่อย่างไร หาใช่ธุระกง사ของท่านอ๋องไม่เพคะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ... คนที่สามารถลอบเข้ามาสังหารพยานในเขตคุ้มครองของตู้หลิงได้โดยไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง มีเพียงคนไม่กี่คนในราชสำนัก... หนึ่งในนั้นคือคนที่ท่านกำลังร่วมมือด้วยอยู่มิใช่หรือ?" บรรยากาศรอบตัวพลันลดฮวบลงจนแทบเยือกแข็ง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและการปะทะกันทางสายตาที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิงและหักเหลี่ยมเฉือนคม จวิ้นเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังที่น่าเกรงขาม เขาก้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของนาง จนเส้นผมสีดำสนิทระต้นคอระאกัน "เจ้าคิดว่าข้ากำลังเล่นเกมอำนาจกับพวกมันอย่างนั้นหรือ? หึ... สตรีโง่เง่า มารดาของข้าต้องตายในกองเพลิงเพราะบัญชีลับเล่มนี้ และเจ้า... กำลังเอาชีวิตน้อย ๆ ของตัวเองมาขวางทางกระแสธารแห่งการแก้แค้นที่ข้าสะสมมาแรมปี" "ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ลองลงมือสिเพคะ..." ซูเหยาไม่ถอยหนีแม้แต่นصفก้าว นางเอียงคอมองเขาด้วยแววตาท้าทายที่สั่นคลอนความนิ่งงันของบุรุษตรงหน้า "ฆ่าหม่อมฉันเสียตอนนี้ กลบรอยแผ่นดินนี้ให้มิดชิด แล้วใช้ชีวิตอยู่กับความแค้นที่ไม่มีวันชำระล้างจนวันตาย... ท่านกล้าพอหรือไม่เล่า อ๋องจวิ้นเฟย?" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครั้งนี้มันอัดแน่นไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่อันตรายยิ่งกว่าเปลวไฟ จวิ้นเฟยจ้องมองดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นเกินกว่าสตรีใดที่เขาเคยพบพาน ความรู้สึกบางเบาที่ตีรวนขึ้นในอกทำให้เขาต้องขบกรามแน่น สตรีผู้นี้ช่าง... ท้าทายขีดจำกัดความอดกลั้นของเขาเสียจริง "ข้ายังไม่ฆ่าเจ้าหราก หลินซูเหยา..." จวิ้นเฟยโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มขาวนวล "เพราะถ้าไม่มีเจ้า หมากกระดานนี้คงน่าเบื่อจนเกินไป... อีกอย่าง" เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วเขี่ยชายเสื้อของศพขึ้นเล็กเผยให้เห็นรอยสักรูป ‘ดอกเหมยสามกลีบ’ ที่ถูกสักฝังไว้ลึกลงบนผิวหนังบริเวณข้อเท้าของคนตาย ดวงตาของซูเหยาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—รอยสักนั่น นางเคยเห็นมันในบันทึกโบราณของสำนักราชเลขาธิการ มันไม่ใช่สัญลักษณ์ของขุนนางกังฉินฉีจ้าวเหวิน... แต่มันคือตราประทับของ ‘หน่วยเงาทมิฬ’ ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิโดยตรง! "ทีนี้... เจ้ายังคิดว่าศัตรูที่แท้จริงของพวกเราคือกิ้งก่าหางด้วนอย่างฉีจ้าวเหวินอยู่หรือไม" จวิ้นเฟยผุดลุกขึ้นเต็มความสูง น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงรอยยิ้มเยียบเย็นที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว ก่อนที่ซูเหยาจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมคบเพลิงสว่างจ้าก็ดังขึ้นกะทันหันจากนอกกำแพงเรือน เสียงตะโกนก้องขององครักษ์หลวงดังกังวานฝ่าความมืดเข้ามา "พบผู้บุกรุก! ล้อมเรือนรับรองไว้ อย่าให้ใครหนีรอดไปได้!" จวิ้นเฟยหันมามองนางด้วยแววตาดุดัน เขาคว้าข้อมือเรียวของซูเหยาเอาไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ก่อนจะกระชับร่างบางเข้าสู่อ้อมแขนแล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่หลังคารั่วในชั่วพริบตา ขณะที่เงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นประตูห้องเข้ามาพร้อมกับแสงไฟสว่างจ้า และเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของซูเหยาเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ "ใต้เท้าหลิน... ในเมื่อท่านรนหาที่ตายเอง ก็อย่าหาว่าข้าไร้ไมตรีเลย" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับเกมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ - หมอกเหมยปลายฤดู -
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%