กลิ่นหมึกปีกนกที่เพิ่งแห้งสนิทบนกระดาษซวนจื่อชั้นดี ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือของหอตำราหลวงดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หลินซูเหยากลับรู้สึกราวกับว่าอากาศรอบตัวกำลังถูกสูบออกไปทีละน้อย ปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างสั่นเทาเล็กน้อยยามกุมแผ่นกระดาษแผ่นนั้นไว้มั่น ดวงตาคู่คมกวาดมองตัวอักษรหวัดๆ ที่เขียนด้วยพู่กันขนกระต่าย ซึ่งเป็นลายมือที่นางคุ้นเคยยิ่งกว่าเงาของตนเอง
"นี่ไม่ใช่... ลายมือของท่านพ่อ" เสียงพึมพำของนางหลุดลอดริมฝีปากที่ซีดเผือดออกมาบางเบา
ซูเหยาขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เมื่อตระหนักว่ารอยพับซ่อนเร้นที่มุมล่างขวาของกระดาษแผ่นนี้ มีตราประทับลับของ ‘สำนักชำระบัญชีหลวง’ ปรากฏอยู่ ลางสังหรณ์ที่ถูกกดทับไว้ด้วยเหตุผลและความเยือกเย็นมาตลอดหลายปี พลันกรีดร้องขึ้นในอกอย่างบ้าคลั่ง การล่มสลายของตระกูลหลินเมื่อห้าปีก่อน ที่ทางการประกาศว่าเป็นเพราะความผิดฐานทุจริตเสบียงคลัง แท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากหน้าที่ถูกถักทอขึ้นอย่างประณีต เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
"คาดไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะใต้เท้าหลิน... ว่าหนอนที่กัดกินรากแก้วของตระกูลท่าน จะไม่ได้มาจากคนนอก"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือแววเย้ยหยันดังขึ้นจากความมืดตรงมุมเสาไม้ฮวาหลี อ๋องจวิ้นเฟยไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้ เขายังคงยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง ปล่อยให้แสงจันทร์สาดส่องกระทบสันกรามคมคายและรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกบนใบหน้า ดวงตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ทุกอณูความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของสตรีตรงหน้า ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วฉากสำคัญที่หาดูได้ยาก
ซูเหยาตวัดสายตากลับไปมองผู้มาเยือนอย่างรวดเร็ว ความตกใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังและเยือกเย็นตามสัญชาตญาณของราชบัณฑิตผู้ผ่านสนามการเมืองมาอย่างโชกโชน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมสั่นเทาของมือตนเอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่เจือไอเย็นยะเยือก
"ท่านอ๋องทรงลักลอบเข้าหอตำราหลวงยามวิกาลเช่นนี้ คงไม่ใช่เพียงเพราะต้องการมาชมฝีมือการคัดอักษรของข้ากระมังเพคะ"
จวิ้นเฟยหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันในยามดึกได้อย่างง่ายดาย เขาก้าวเท้าช้าๆ ออกจากเงาไม้มืด กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชยมาปะทะจมูก ซูเหยาขยับถอยอีกก้าว แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นตำราไม้หนักอึ้งเสียแล้ว
"ข้าแค่ผ่านมารับฟัง... เสียงหัวใจที่กำลังแตกสลายของคนที่เชื่อมั่นในความถูกต้องมาตลอดชีวิตต่างหากเล่า" จวิ้นเฟยหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ โน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อยเพื่อให้ดวงตาทรงเสน่ห์คู่นั้นสบประสานกับนัยน์ตาคู่สวยที่กำลังไหวระริก "จดหมายฉบับนั้น ไม่ได้บอกแค่ว่าบิดาของเจ้าทุจริต แต่กำลังบอกว่า เขากำลังพยายามปกปิดหลักฐานการตายของมารดาข้า... ด้วยชีวิตของคนทั้งตระกูล"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ ซูเหยาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่บิดามักจะเก็บตัวเงียบงờในห้องหนังสือพร้อมกับคัมภีร์ลับแล่นย้อนกลับเข้ามาในหัว สมองอันปราดเปรื่องของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว หากสิ่งที่จวิ้นเฟยพูดเป็นความจริง นั่นหมายความว่าตระกูลหลินไม่ได้ถูกใส่ร้ายเพราะความโลภ แต่ถูกสังหารหมู่เพราะเข้าไปล่วงรู้ความลับที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องทรงกริ้ว
"ท่านหมายความว่า... เบื้องหลังของฉีจ้าวเหวิน ยังมีเงาของคนผู้นั้นอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ" ซูเหยาเค้นเสียงถาม ร ิมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ความเกลียดชังอันล้ำลึกสะท้อนชัดในแววตา
จวิ้นเฟยหุบยิ้ม แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก "ฉีจ้าวเหวินเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ตัวหนึ่งเท่านั้น... แต่เงาที่แท้จริง กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรที่พวกเราต่างก็ก้มหัวให้ทุกวันต่างหาก"
ยังไม่ทันที่ซูเหยาจะได้กลั่นกรองคำตอบรับต่อข้อกล่าวหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพถึงขีดสุดนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบของทหารยามก็ดังขึ้นกะทันหันจากด้านนอกระเบียง พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างกระดาษ
*พรึบ!*
จวิ้นเฟยไม่รอช้า เขารวบเอวบางของซูเหยาเข้าหาตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้า มือหนาอีกข้างปิดปากนางไว้แน่นก่อนที่เสียงอุทานจะหลุดรอด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มของนาง ขณะที่เขากระโดดพาร่างทั้งสองร่างหลบเข้าไปในช่องลับหลังชั้นตำราที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านทึบอย่างแนบเนียน
ความมืดมิดภายในช่องแคบทำให้พวกเขากลืนหายไปกับบรรยากาศ เสียงฝีเท้าด้านนอกหยุดลงหน้าโต๊ะหนังสือ พร้อมกับเสียงเคาะดาบกับพื้นไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะ
"เอ๊ะ... ตรงนี้มีร่องรอยการเปิดตู้ กลิ่นหมึกยังใหม่อยู่เลย ไปตรวจดูข้างใน!"
เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์หลวงดังลอดเข้ามา ซูเหยาที่แนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างของบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นถึงท่านอ๋องสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นมั่นคงและหนักแน่นของเขา มือที่ปิดปากนางค่อยๆคลายออก แต่ทว่าริมฝีปากหยักลึกกลับโน้มกระซิบแนบชิดใบหูของนาง จนเส้นขนทั่วร่างลุกชันด้วยความวาบหวามและหวาดเสียวในคราวเดียวกัน
"อย่าส่งเสียง... หรือไม่เช่นนั้น ความลับที่ตระกูลหลินแลกมาด้วยชีวิต อาจจะต้องถูกฝังกลบพร้อมกับศพของเราทั้งคู่ในคืนนี้"
ซูเหยาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ขณะที่สายตาของนางผ่านความมืดไปสบเข้ากับรอยยิ้มที่มุมปากของจวิ้นเฟย ซึ่งสะท้อนแสงไฟรำไรจากภายนอกเข้ามาพอดิบพอดี และในวินาทีที่เงาร่างขององครักษ์หลวงเงาหนึ่งทาบทับลงบนม่านบังตา แผ่นกระดาษจดหมายลับที่นางยังคงกำไว้แน่นในมือขวา ก็พลันร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เบาจนแทบไม่ได้ยิน... แต่ทว่า ปลายเท้าของใครอีกคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าช่องลับนั้น กลับทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ต้องหยุดชะงักลงทันที!
***
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 6
ร่องรอยในจดหมายลับ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!