หมึกสีชาดบนฎีกาฉบับสุดท้ายยังไม่ทันแห้งสนิทดี พู่กันขนหมาป่าในมือเรียวก็ถูกวางลงบนแท่นหยกอย่างมั่นคง หลินซูเหยาไม่เหลือบแลผลงานการตรวจชำระอักษรที่สมบูรณ์แบบเบื้องหน้าแม้แต่น้อย ในฐานะราชบัณฑิตหญิงแห่งสำนักราชเลขาธิการ ความแม่นยำคือเกราะป้องกันเดียวในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเข็มพิษซ่อนในแพรไหม ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสมาธิของนางในยามวิกาลนี้ หาใช่ตัวอักษรจีนโบราณนับพัน แต่เป็นกลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษสาต้มกาวเคี่ยวจาก ‘สำนักคลังเสบียง’ ที่แทรกตัวปะปนมากับลมหนาว
กลิ่นนี้... ไม่ควรมาอยู่บนโต๊ะทำงานของกรมพิธีการ
ปลายนิ้วเรียวยาวใต้ร่มแขนเสื้อกว้างค่อยๆ คลี่แผ่นกระดาษลับที่ซุกซ่อนอยู่ใต้กองฎีกาเก่า แสงจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก หลินซูเหยากวาดสายตาคมกริบอ่านตัวเลขบัญชีที่ถูกขีดฆ่าและแก้ไขด้วยหมึกคนละเฉด ตัวเลขการเบิกจ่ายข้าวสารและเกลือสมุทรสามแสนหาบเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน ถูกปัดยอดให้สูญหายไปในบัญชีลมอย่างไร้ร่องรอย และลายมือที่สะบัดลงท้ายตราประทับนั้น... ต่อให้มันถูกพยายามลบเลือนด้วยความร้อน นางก็ยังจดจำรอยตวัดอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘ฉีจ้าวเหวิน’ เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้แม่นยำราaufสลักไว้บนกระดูก
ความแค้นที่ฝังรากลึกจากการล่มสลายของตระกูลหลินเมื่อสิบปีก่อน ไหวระริกขึ้นในอกราifเปลวไฟใต้เถ้าถ่าน หลินซูเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นเทาของปลายนิ้ว นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การทุจริตยักยอกเสบียงธรรมดา แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินที่หล่อเลี้ยงกองกำลังลับนอกเมืองของขุนนางกังฉินผู้เหิมเกริม ทว่าก่อนที่นางจะได้พิจารณาหาหนทางส่งมอบหลักฐานนี้ให้ถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดิน เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบสงบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก—มันไม่ใช่เสียงย่างก้าวของขันทีหรือนางกำนัลทั่วไป แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังบู๊ตทหารที่หนักแน่นและจงใจให้ได้ยิน
“ดึกดื่นป่านนี้ ราชบัณฑิตหลินยังขยันขันแข็งถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าหยวนดังขึ้นก่อนที่เงาร่างสูงโปร่งจะทาบทับลงบนประตูบานกระดาษ หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง นางเพียงแต่เลื่อนกระดาษบัญชีแผ่นนั้นไปซ่อนไว้ใต้ตำราพิชัยสงครามอย่างแนบเนียน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น
“วังหลังยามวิกาลห้ามบุรุษภายนอกล่วงล้ำ ท่านอ๋องจวิ้นเฟยทรงลืมกฎมณเฑียรบาลข้อนี้ไปแล้วกระมัง หรือคิดว่าอำนาจในกองทัพพยัคฆ์ประจิมจะใหญ่คับฟ้าจนกล้าเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของราชสำนัก”
อ๋องจวิ้นเฟยหัวเราะในลำคอเบาๆ ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกด้วยปลายนิยมของบุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก ทว่าแววตาทมิฬคู่นั้นกลับซ่อนความคมคายดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ เขาไม่ได้เกรงกลัวต่อคำเตือนของนางแม้แต่น้อย ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องหนังสือทีละน้อย กลิ่นอายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นอายสนามรบและจันทร์เพ็ญทำให้บรรยากาศรอบตัวนางแคบลงถนัดตา
“กฎกติกาในวังหลวงนี้มีไว้ให้คนอ่อนแอหวาดกลัว หาใช่ข้าไม่... และดูเหมือนว่าสิ่งที่ท่านซ่อนไว้ใต้ตำราเล่มนั้น จะน่าสนใจกว่ากฎมณเฑียรบาลหลายร้อยเท่ากระมัง,ใต้เท้าหลิน”
จวิ้นเฟยหยุดยืนอยู่เบื้องโต๊ะทำงานของนาง ระยะห่างระหว่างเขากับนางเหลือเพียงไม่กี่คืบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองพู่กันและร่องรอยความตื่นตัวบนใบหน้าของราชบัณฑิตหญิงอย่างรู้เท่าทัน เขาไม่ได้มาเพื่อจับผิดนาง แต่สัญชาตญาณของนักล่าบอกเขาว่า เหยื่อตัวเดียวกันกำลังถูกพวกเขาสองคนไล่ต้อนจากคนละทิศทาง
หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา นัยน์ตานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นที่ท้าทาย “หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ท่านอ๋องตรัส สิ่งที่อยู่บนโต๊ะมีเพียงฎีกาและตำราพิหาร หากท่านอ๋องไม่มีราชกิจอันใด โปรดเสด็จกลับ... เกรงว่าข่าวลือเรื่องท่านลัก1ลอบเข้าตำหนักราชบัณฑิตยามวิกาลจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ”
“ปากคอเราะרוะเช่นเคยนะซูเหยา” จวิ้นเฟยโน้มตัวลงต่ำ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูขาวสะอาดของนาง “เจ้าคิดจะใช้หลักฐานการทุจริตของฉีจ้าวเหวินเล่นงานเขาด้วยตัวคนเดียวหรือไง? โง่เขลา... ลำพังแค่เจ้ากระดิกนิ้ว เสนาบดีฉีก็สามารถบดขยี้เจ้าให้กลายเป็นธุลีได้ภายในชั่วข้ามคืน โดยที่ฮ่องเต้ยังไม่ทันได้ทอดพระเนตรฎีกาของเจ้าด้วยซ้ำ”
หัวใจของหลินซูเหยาตึงเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง นางรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง อำนาจของฉีจ้าวเหวินรากฐานหยั่งลึกเกินกว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยจะสั่นคลอนได้ แต่นางไม่เคยคิดจะพึ่งพาบุรุษผู้เจ้าเล่ห์เพทุบายเบื้องหน้านี้เช่นกัน นางซ่อนความตกใจไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“จะร่วมมือหรือจะตาย... ท่านอ๋องทรงมีทางเลือกให้หม่อมฉันมากนักหรือเพคะ” นางย้อนถามด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก น้ำเสียงแฝงนัยยะเชือดเฉือน “หรือที่จริงแล้ว ท่านอ๋องเองก็ทรงรอจังหวะนี้เพื่อจะฮุบผลประโยชน์จากตระกูลฉีมาไว้ในมือตนเองเช่นกัน หาได้ทำเพื่อความยุติธรรมไม่”
จวิ้นเฟยชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา สตรีผู้นี้ช่างฉลาดและอ่านเกมขาดทะลุปรุโปร่งสมกับที่เป็นคู่ต่อสู้ที่เขาสนใจ เขายังไม่ทันได้เอ่ยคำใดตอบโต้ ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมแสงคบเพลิงสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระดาษ เสียงฝีเท้าของราชองครักษ์เวรยามหลวงกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาด้วยความเร็วสูง
*“ใต้เท้าฉีมีคำสั่ง! ค้นตำหนักราชบัณฑิตหลินให้ทั่ว! คืนนี้มีคนพบหนอนบ่อนไส้ลักลอบขโมยตราประทับสำนักคลังเสบียง!”*
เสียงตะโกนก้องกังวานจากด้านนอกทำให้บรรยากาศภายในห้องพลิกผันเป็นวิกฤตการณ์ในเสี้ยววินาที หลินซูเหยาหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก นางหันขวับกลับไปมองกองเอกสารบนโต๊ะ—มันไม่ใช่การบังเอิญตรวจพบ แต่พวกมันรู้ตัวและวางแผนตลบหลังนางตั้งแต่แรกแล้ว!
ก่อนที่ร่างบางจะทันได้หยิบกระดาษหลักฐานขึ้นมาทำลาย อ๋องจวิ้นเฟยกลับคว้าข้อมือนางไว้แน่นด้วยพละกำลังดุจคีมเหล็ก ร่างสูงดึงตัวนางเข้าหาอ้อมอกอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งทะยานหลบออกทางหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและเสียงถีบประตูพังทลายของราชองครักษ์ที่พังเข้ามาในห้องหนังสือ พร้อมกับกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น... ซึ่งถูกเหยียบย่ำด้วยรองเท้าบู๊ตของคนผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในความมืด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่หมากกระดานอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 1
มรสุมในราชสำนัก
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!