"ความเงียบงัน... บางครั้งก็มีน้ำหนักมากกว่าเสียงคำรามของกองทัพนับหมื่นนาย"
จอกสุราเคลือบหยกในมือของหลินซูเหยาสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินเบื้องล่าง มันไม่ใช่แผ่นดินไหวตามธรรมชาติ หากแต่เป็นแรงควบม้าและเสียงเกราะกระทบกันของกองทัพพิทักษ์แคว้นที่เคลื่อนตัวเข้าโอบล้อมคฤหาสน์ตระกูลฉีอย่างเงียบเชียบและเด็ดขาด
ยามนี้คือยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.) เวลาที่ความมืดมิดแผ่ขยายอำนาจสูงสุด และเป็นเวลาเดียวกันกับที่บัญชีลับการทุจริต ค้ามนุษย์ และสมรู้ร่วมคิดกับต่างแคว้นของเสนาบดีฉีจ้าวเหวิน ได้ถูกส่งมอบถึงมือฮ่องเต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซูเหยาในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล ยืนสงบนิ่งอยู่บนหลังคาเรือนใหญ่ นางไม่ได้พกกระบี่ แต่ในมือคือพู่กันขนหมาป่าและฎีกาถอดถอนที่เปียกชุ่มด้วยหมึกสด ดวงตาคู่คมกริบดั่งใบมีดกวาดมองความอลหม่านเบื้องล่างที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ประตูไม้แดงบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลฉีถูกพังทลายลงด้วยท่อนซุงของกองกำลังทหารอ๋องจวิ้นเฟยอย่างไร้ความปรานี
"ท่านเสนาบดีฉี... ท่านหลบซ่อนความเน่าเฟะไว้ใต้ความจงรักภักดีมาเนิ่นนาน ถึงเวลาที่กลิ่นคาวเลือดนี้จะต้องถูกชำระเสียที" ซูเหยาพึมพำกับสายลมหนาวเหน็บ
เบื้องล่าง อ๋องจวิ้นเฟยในชุดเกราะศึกสีนิลประดับลวดลายหมาป่ากลืนกินจันทร์เพ็ญ ยืนตระหง่านอยู่บนหลังม้าสีหมอก รัศมีความกดดันแผ่ซ่านออกจากร่างสูงโปร่งจนเหล่าทหารยามของตระกูลฉีไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา ดวงตาคมกวาดมองความพินาศตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ความแค้นที่สุมอกมาร่วมสิบปี วันนี้กำลังจะได้รับการชำระสะงัด
"จับตัวฉีจ้าวเหวินให้ได้... ใครขัดขวางฆ่าไม่เว้น!" สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอื้อnออกมาราวกับเสียงประกาศิตแห่งยมทูต
ภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ ฉีจ้าวเหวินในชุดนอนผ้าแพรเนื้อดี ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขากำลังกวาดเอกสารสำคัญใส่เตาไฟด้วยมือที่สั่นเทา ความเย่อหยิ่งจองหองที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเคาะประตูห้อง
"ท่านพ่อ! ทหาร... ทหารหลวงล้อมเรือนเราไว้หมดแล้ว!" บุตรชายคนโตของตระกูลฉีวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถง แว่นตาสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก
"ตื่นตระหนกไปไย!" ฉีจ้าวเหวินตบโต๊ะเสียงดังลั่น แม้จะกลัวจนตัวสั่นแต่สัญชาตญาณของจิ้งจอกเฒ่าก็ยังคงทำงาน "ข้ามีตั๋วสัญญาใช้เงินและรายชื่อขุนนางครึ่งราชสำนักที่ติดหนี้บุญคุณข้า ฮ่องเต้ไม่กล้าฆ่าข้า... ไม่มีทาง!"
"ท่านมั่นใจเช่นนั้นจริงหรือ ท่านเสนาบดีฉี?"
สุ้มเสียงเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวดังแทรกขึ้นกลางห้องโถง ทั้งสองพ่อลูกสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองยังต้นเสียง
ร่างบางของหลินซูเหยาก้าวเดินลงมาจากช่องลับบนขื่อคา นางก้าวลงมาอย่างช้าๆ ราวกับภูตผีที่ไม่ทิ้งน้ำหนักฝีเท้าไว้บนพื้น สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความดูแคลนและเวทนาในคราเดียวกัน
"เจ้า... หลินซูเหยา! นังตัวดี เจ้ากล้าดียังไง..." ฉีจ้าวเหวินเบิกตากว้างด้วยความเคียดแค้น ชักกระบี่ที่แขวนข้างผนังพุ่งเข้าใส่นางหมายปลิดชีพในดาบเดียว
ซูเหยาไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ นางเพียงแค่ยืนนิ่งปล่อยให้คมกระบี่พุ่งเข้ามาใกล้ในระยะคืบเดียว ก่อนที่เงาร่างสีนิลสายหนึ่งจะพุ่งวาบผ่านหน้าต่างเข้ามา ปลายดาบคมกริบของอ๋องจวิ้นเฟยปักทะลุกระบี่ของฉีจ้าวเหวินจนหักสะบั้นเป็นสองท่อน แรงกระแทกส่งผลให้เสนาบดีเฒ่ากระเด็นถอยหลังล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
อ๋องจวิ้นเฟยเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเมื่อครู่แค่ปัดแมลงวันตัวหนึ่ง สายตาคมก้มมองขุนนางกังฉินที่กำลังดิ้นรนอยู่บนพื้นด้วยความสมเพช
"มือที่เคยใช้ตบแต่งบัญชีแผ่นดิน และสังหารบริวารผู้บริสุทธิ์... วันนี้มันช่างดูสั่นเทาน่าสมเพชเสียจริงนะท่านเสนาบดี" อ๋องจวิ้นเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว แต่นั่นกลับน่ากลัวยิ่งกว่า
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันถูกใส่ร้าย! เป็น... เป็นองค์ชายสามต่างหากที่สั่งการเบื้องหลัง!" ฉีจ้าวเหวินรีบคลานเข้าไปหา พร้อมกับโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังปุ๊กๆ หวังเอาตัวรอดด้วยการโยนความผิดให้เจ้านายเก่า
ซูเหยาก้าวเข้าไปใกล้ ใช้ปลายพู่กันในมือเชยคางของฉีจ้าวเหวินให้เงยขึ้นสบตานาง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของราชบัณฑิตหญิง
"ท่านฉี... ท่านยังไม่รู้อีกหรือว่าบัญชีที่ท่านเผาในเตาไฟนั่น เป็นเพียงสำเนาที่ข้าจงใจวางไว้ให้ท่านทำลายเล่น ส่วนต้นฉบับจริงพร้อมลายมือชื่อประทับตราโลหิตของท่าน บัดนี้อยู่บนพระแท่นมังกรเรียบร้อยแล้ว"
ฉีจ้าวเหวินหน้าถอดสี ร่างกายชาวาบไปถึงไขสันหลัง เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ตนเองตกเป็นเบี้ยในหصกกระดานที่ถูกเดินโดยหลินซูเหยาและอ๋องจวิ้นเฟยมาโดยตลอด ทุกย่างก้าว ทุกการทุจริต ล้วนอยู่ในสายตาของคนทั้งคู่เสมือนพวกเขากำลังเล่นสนุกกับเหยื่อในกรงขัง
"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันปีศาจ..." ฉีจ้าวเหวินคำรามในลำคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความแค้นเคืองและสิ้นหวัง
"ปีศาจหรือ?" อ๋องจวิ้นเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดตัวแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ "เทียบกับสิ่งที่พวกเจ้าทำกับมารดาและตระกูลหลินเมื่อสิบปีก่อน สิ่งที่เราทำในวันนี้... นับว่าเป็นการเมตตาอันประเสริฐแล้ว"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายดังขึ้นรอบทิศทาง ทหารหลวงกรูเข้ามาคุมตัวคนในตระกูลฉีทั้งหมดออกไปอย่างไร้ความปราณี แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนประกายความแค้นที่ถูกชำระจนหมดสิ้น คฤหาสน์ตระกูลฉีที่เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งอดีต
ซูเหยาถอนหายใจยาวนาน นางหันกลับมาสบตากับอ๋องจวิ้นเฟยที่ยืนอยู่เคียงข้าง ท่าماกลางซากปรักหักพัง เคมีระหว่างคนทั้งสองยังคงเข้มข้นและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ไร้ซึ่งคำหวานซึ้ง มีเพียงความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งผ่านรอยแผลเป็นในอดีต
"เกมกระดานนี้... ข้าชนะแล้ว ท่านอ๋อง" ซูเหยากล่าวเสียงเรียบ
อ๋องจวิ้นเฟยยกยิ้มมุมปาก ยื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสแก้มนวลที่เปื้อนเขม่าควัน แต่ทว่า...
ฉับพลันนั้นเอง เสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งตรงมาจากมุมมืดของคานหลังคาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
เป้าหมายของมันไม่ใช่ฉีจ้าวเหวิน ไม่ใช่อ๋องจวิ้นเฟย... แต่พุ่งตรงปักทะลุอกของแม่ทัพตระกูลฉีที่กำลังถูกคุมตัวออกไปจนล้มคว่ำคาที่!
และก่อนที่ใครจะได้ตั้งตัว จดหมายฉบับหนึ่งที่แนบมากับลูกธนูดอกที่สองก็พุ่งปักลงบนเสาไม้กลางห้องโถงอย่างแม่นยำ ข้อความบนกระดาษสั้นกุด แต่มันทำให้เลือดในกายของหลินซูเหยาเย็นเฉียบลงในพริบตา—
*'หมากตัวต่อไป... คือชีวิตของมารดาเจ้าที่ซ่อนไว้ที่ชายแดนใต้'*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในหมากเกมนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 33
ความตายที่เคาะประตู
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!