เสียงเม็ดหมากลงกระทบกระดานหยกดัง *เปาะ* แผ่วเบา ทว่าก้องกังวานบาดลึกในความเงียบสงัดของห้องทรงอักษร กลิ่นอายของกำยานไม้กฤษณาอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายความเย็นเยียบจากรัตติกาลภายนอก หลินซูเหยานั่งหลังตรงดั่งต้นสน ทอดสายตามองสถานการณ์บนกระดานที่ถูกบีั้นจนมุมอับ นางไม่ได้พ่ายแพ้ แต่นางกำลังรอ... รอจังหวะเวลาที่หมากตัวสุดท้ายจะพลิกกระดานทลายทุกแผนการ
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, ซูเหยา" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก อ๋องจวิ้นเฟยในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์ซ่อนเล็บ ทอดกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายทว่าดวงตาคมกลาบกลับระคนด้วยประกายความระแวดระวังที่ซ่อนเร้น "ฉีจ้าวเหวินมิใช่สุนัขจรจัดที่ไร้เขี้ยวเล็บ การที่เจ้าเลือกใช้วิธีนี้ เท่ากับเอาชีวิตตระกูลหลินที่เหลืออยู่ไปแขวนไว้บนเส้นด้าย"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้มีสถานะทั้งพันธมิตรและศัตรูหัวใจ ดวงตากลมโตคู่นั้นนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ปราศจากความหวาดหวั่น "แล้วท่านคิดว่าหม่อมฉันมีทางเลือกอื่นกระนั้นหรือเพคะ? ห้าปีที่ผ่านมา ความยุติธรรมเป็นเพียงคำพูดสวยหรูที่ตระกูลฉีใช้เหยียบย่ำซากศพมารดาของท่าน และความตายของบิดาหม่อมฉัน หากไม่ใช้วิธีนี้ แล้วท่านจะให้หม่อมฉันรอปาฏิหาริย์อันใด"
จวิ้นเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มนั้นเคลือบยาพิษความขมขื่น เขาขยับตัวโน้มเข้ามาใกล้ กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นสุราฤทธิ์แรงและกลิ่นอายสนามรบปะทะเข้ากับโสตประสาทของหญิงสาว "ปาฏิหาริย์ไม่มีจริงในเกมการเมืองหรอก ซูเหยา... มีเพียงผู้ที่ถือหมากเหนือกว่าเท่านั้นที่จะกำหนดชะตากรรมได้ และในเวลานี้ เจ้าคิดว่าเจ้าถือหมากอยู่ฝ่ายเดียวจริงหรือ?"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ อุดมการณ์ที่แตกต่างและการชิงไหวชิงพริบดึงดูดและผลักไสพวกเขาราวกับขั้วแม่เหล็ก ซูเหยาไม่หลบสายตา นางรู้ดีว่าจวิ้นเฟยฉลาดเป็นกรด เขามองทะลุปรุโปร่งทุกแผนการที่นางวางไว้ แต่นางก็มั่นใจเช่นกันว่า เขามีจุดอ่อนที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เกราะเหล็กหนานั้น—ความแค้นที่ฝังรากลึกต่อการตายของมารดา
"หม่อมฉันมิได้คิดว่าตนเองถือหมากเหนือกว่าผู้ใด... หม่อมฉันเป็นเพียงเบี้ยที่ยอมเดินไปสู่จุดที่อันตรายที่สุด เพื่อให้ท่านได้เห็นรอยต่อของเกราะป้องกันที่ฉีจ้าวเหวินสวมใส่ต่างหาก" ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมบาดลึก นางยื่นปลายนิ้วเรียวคีบหมากสีขาววางลงกลางกระดาน "เช่นเดียวกับที่ท่านยอมใช้ชื่อเสียงความเสเพลของตนเองตบตาเบื้องบน เพื่อสืบหาบัญชีลับกองทัพ... เราต่างก็ใช้ชีวิตเข้าแลก มิใช่หรือเพคะ, ท่านอ๋อง"
จวิ้นเฟยชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกวาดมองตำแหน่งที่นางวางหมาก สติปัญญาและความกล้าหาญของผู้หญิงตรงหน้าทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเกิดรอยร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางอ่านเขาออกทะลุปรุโปร่ง ยิ่งกว่าที่เขารู้จักตัวเองเสียอีก ความรู้สึกอันตรายพุ่งพล่านในอก แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจนัก" เขาพึมพำเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปกุมข้อมือเรียวของนางไว้แน่น แรงบีบไม่มากไม่น้อยแต่เพียงพอที่จะทำให้รับรู้ถึงความสั่นไหวทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "หากฉีจ้าวเหวินรู้ว่าเจ้าคือคนตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของมันในคราวก่อน ศีรษะของเจ้าคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว"
"ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ต้องปกป้องหม่อมฉันให้ดี... จนกว่าเกมนี้จะจบลง" ซูเหยาตอบกลับทันควันอย่างไร้ความลังเล ดวงตาคู่สวยทอประกายท้าทาย "เพราะหากหม่อมฉันตาย ความลับเรื่องตราประทับลับของกองทัพพยัคฆ์เมฆาจะฝังลงหลุมไปพร้อมกับหม่อมฉันด้วย... ท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถ คงไม่ยอมให้หมากตัวนี้พังคามือหรอกกระมัง"
รอยยิ้มมุมปากของจวิ้นเฟยลึกขึ้น เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มเนียนนุ่ม สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวนางที่ติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึงมาเนิ่นนาน "เจ้ากล้าขู่ข้า... ซูเหยา เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก"
ก่อนที่ซูเหยาจะได้ทันเอ่ยคำใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของยามวิกาลก็ดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับเสียงเคาะประตูสามครั้งที่เป็นรหัสลับเฉพาะ—สามสั้นสองยาว เสียงฝีเท้านั้นเร่งรีบและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนผิดปกติ
จวิ้นเฟยปล่อยมือจากข้อมือของนางทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ เขาส่งสัญญาณมือให้ซูเหยาถอยไปหลบหลังฉากกั้นไม้แกะสลัก ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "เข้ามา!"
ประตูห้องเปิดผางออกอย่างแรง เงาร่างขององครักษ์เงาประจำตัวพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยท่าทีหอบหายใจ ใบหน้าเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและละอองฝนยามดึก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ..." องครักษ์หนุ่มละล่ำละลักเอ่ย รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "สายข่าวของเราที่แฝงตัวอยู่ในจวนอัครเสนาบดีฉี ส่งสัญญาณฉุกเฉินระดับสูงสุด... เมื่อครู่ หีบเอกสารลับที่ท่านอ๋องทรงตามหามาตลอด ถูกคนกลุ่มหนึ่งลอบนำออกจากห้องลับใต้ดิน มุ่งหน้าไปยัง... สำนักตรวจสอบราชสำนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของจวิ้นเฟยหรี่ลงวูบ ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วห้องทรงอักษรในพริบตา ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ออกคำสั่งใด เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นก้องกังวานจากบริเวณหน้าตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
"ราชโองการจากฮ่องเต้! ปิดล้อมตำหนักอ๋องจวิ้นเฟย ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด!"
หมอกเหมยปลายฤดู
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในหมากเกมนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 32
หมากที่วางไว้
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!