กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องหนังสือลับใต้ถุนตำหนักอ๋อง ช่างเป็นกลิ่นที่หลินซูเหยาสูดดมแล้วรู้สึกพะอืดพะอมเสียยิ่งกว่าพิษร้ายใดๆ
ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองเหลืองสลักลายหงส์สั่นน้อยๆ ยามกวาดผ่านพับฎีกาและรายงานลับที่ถูกซุกซ่อนไว้หลังชั้นตำราประวัติศาสตร์ราชสำนัก แสงจากเปลวเทียนสีส้มสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องลับ สะท้อนเงาใบหน้าของราชบัณฑิตหญิงที่ซีดเซียวราวกับคนตายทั้งกลม ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววเยือกเย็นและมั่นคงมาตลอด บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามกด
ตัวอักษรลายมือปราดเปรียวแต่หนักแน่นบนแผ่นกระดาษสาแผ่นนั้น... เป็นลายมือที่นางคุ้นเคยยิ่งกว่าสิ่งใด มันคือลายมือของบุรุษผู้ซึ่งคอยโอบกอดนางในยามที่โลกทั้งใบพังทลาย เป็นอ๋องจวิ้นเฟยผู้มีรอยยิ้มเย้ยหยันโลกใบนี้อยู่เสมอ
*“แผนการกวาดล้างสกุลฉี ณ 15 ปีก่อน: ใช้กองโจรภูเขาเบี่ยงเบนความสนใจ เผาทำลายคลังเสบียงเพื่อบีบให้ตระกูลหลินต้องรับผิดชอบข้อหาทุจริต โดยความร่วมมือลับจากสำนักผู้ตรวจการ...”*
ข้อความในรายงานระบุไว้ชัดเจน ทุกตัวอักษรเปรียบเสมือนลิ่มเหล็กที่ตอกย้ำลงกลางใจของนางจนแทบแหลกสลาย การล่มสลายของตระกูลหลิน ที่นางเพียรพยายามสืบหาความจริงเพื่อล้างมลทินมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต แท้จริงแล้วไม่ได้มาจากเงื้อมมือของฉีจ้าวเหวินแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังมี 'เงา' ของคนผู้หนึ่งที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อใช้ตระกูลของนางเป็นห่วงโซ่ในการเขย่าบัลลังก์
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่หนักแน่นดังขึ้นที่ทางเดินลับด้านนอก ประสาทสัมผัสของหลินซูเหยาตื่นตัวทันที นางรีบพับรายงานฉบับนั้นซุกซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวด้วยหัวใจที่เต้นรัวระส่ำ ประตูไม้สลักลายถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีเข้มของอ๋องจวิ้นเฟยปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงไฟเบื้องหลังขับเน้นให้ใบหน้าคมคายนั้นดูหล่อเหลาแต่ไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าทันทีที่ดวงตาคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาของนาง ประกายไหววูบในแววตาก็ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์
"ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้... ราชบัณฑิตหลินผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ เหตุใดจึงมาเพลิดเพลินกับการอ่านตำราโบราณในที่อับชื้นเช่นนี้เล่า" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเย้าแหย่เช่นเคย ทว่าในยามนี้มันกลับฟังดูเสียดแทงจิตใจจนนางแทบอยากจะกรีดร้องออกมา
หลินซูเหยาไม่ขยับเขยื้อn นางยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างแต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความร้าวรานในอก
"หม่อมฉันเพียงแต่... หาท Iทางระบายความอับ ภายในห้องหนังสือใหญ่เท่านั้นเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด ทว่ามันกลับสั่นพร่าเล็กน้อยในพยางค์สุดท้าย
จวิ้นเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณของบุรุษผู้ผ่านสนามรบและเกมการเมืองมาโชกโชนทำให้เขาจับสังเกตความผิดปกติได้ในเสี้ยววินาที เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยที่เคยทำให้หลินซูเหยาอบอุ่นหัวใจ บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นอายของความอันตรายที่แผ่รังสีคุกคามจนบรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้น
"เจ้ากำลังตัวสั่น ซูเหยา" เขาเอ่ยเสียงต่ำ ร่างสูงหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ "เจ้าพบสิ่งใดเข้าแล้วกระนั้นหรือ"
"สิ่งที่หม่อมฉันพบ... คือความจริงเพคะ" หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววหลงใหลและยอมจำนนต่อความฉลาดของนาง บัดนี้เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและความผิดหวังอย่างไม่ปิดบัง "ความจริงที่ว่า เบื้องหลังโศกนาฏกรรมของตระกูลหลินเมื่อสิบห้าปีก่อน ไม่ได้มีเพียงมือเปื้อนเลือดของฉีจ้าวเหวิน แต่ยังมีเงาของมืออีกคู่หนึ่ง... มือที่สะอาดสะอ้านและคอยกุมบังเหียนอำนาจในเงาจันทร์"
รอยยิ้มมุมปากของจวิ้นเฟยเลือนหายไปในพริบตา แววตาที่ทอดมองนางไม่ได้มีความตกใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งความลับนี้จะถูกเปิดเผย เขากวาดสายตามองนางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"เจ้าฉลาดเกินไป ซูเหยา... และความฉลาดของเจ้า มักจะนำพาความยุ่งยากมาให้เสมอ"
"ท่านยอมรับแล้วหรือเพคะ!" หลินซูเหยาแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชเวทนาตนเอง หยดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอเบ้าแต่ถูกนางกะพริบไล่กลับลงไปอย่างไม่ยอมจำนน "ท่านใช้ตระกูลของหม่อมฉันเป็นหมากตบตา ใช้ชีวิตคนนับร้อยเป็นสะพานให้ท่านเหยียบย่างขึ้นสู่อำนาจ ท่านแค้นชิงชังมารดาของตนเองที่ถูกใส่ร้าย แล้วท่านต่างจากฉีจ้าวเหวินตรงไหน! ท่านก็เป็นเพียงสัตว์ป่าที่สวมชุดขุนนาง รอเวลาขย้ำเหยื่อเพื่อความสะใจเท่านั้น!"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นพุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของจวิ้นเฟยราวกับคมมีด ร่างสูงก้าวประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วจนหลินซูเหยาไม่ทันตั้งตัว มือหนาคว้าจับต้นแขนทั้งสองข้างของนางไว้แน่น แรงบีบสะท้อนถึงโทสะที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความนิ่งงัน ดวงตาของเขาคมกริบดั่งใบมีดที่พร้อมจะกรีดเฉือน
"เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย ซูเหยา!" จวิ้นเฟยคำรามลอดไรฟัน เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานานปี "ถ้าข้าไม่เหยียบพวกมันให้จมดิน ถ้าข้าไม่เล่นตามเกมสกปรกเหล่านั้น วันนี้คนที่ตายและไร้แผ่นดินกลบหน้าจะไม่ใช่แค่ตระกูลหลิน แต่จะเป็นตัวข้าและคนที่ข้ารักทั้งหมด!"
"รวมถึงตัวหม่อมฉันด้วยใช่ไหมเพคะ?" นางย้อนถามเสียงสั่น รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนริมฝีปากบาง "ท่านรักหม่อมฉัน... หรือท่านแค่มองเห็นหม่อมฉันเป็นหมากตัวโปรดที่เดินเกมได้ถูกใจท่านกันแน่ อ๋องจวิ้นเฟย!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องใต้ถุนทันที มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เปราะบางราวกระจกที่ร้าวราน รอเพียงแรงกระแทกอีกเพียงนิดเดียวก็จะแตกละเอียดจนไม่มีวันประสานกลับคืนได้
ในวินาทีที่จวิ้นเฟยกำลังจะเอ่ยคำใดออกมาเพื่อแก้ตัว เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบของราตรีก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดจากบันไดด้านบน ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์ประจำตำหนัก
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังผู้ตรวจการของฉีจ้าวเหวินนำหมายค้นบุกเข้ามาล้อมตำหนักของเราไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับเกมการเมืองและความรักอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 19
รอยร้าวที่ยากจะประสาน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!