กลิ่นอายจางๆ ของชาเขียวหลง징อบอวลผสมผสานกับกลิ่นหมึกจีนชั้นดีบนโต๊ะทรงอักษร หลินซูเหยานิ่งงัน สายตาของนางไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ฎีกาเบื้องหน้า ทว่ากำลังตรึงอยู่กับรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณมุมพระโอษฐ์ของบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม—อ๋องจวิ้นเฟย ผู้ซึ่งเวลานี้มิได้สวมเกราะเหล็กหรือชุดออกศึก หากแต่สวมอาภรณ์สีครามเข้มเรียบง่าย ทว่ากลับทรงอำนาจกดดันจนห้องทรงอักษรเงียบสงบราวกับไร้ผู้คน
"ท่านอ๋องจ้องหม่อมฉันเช่นนี้ มีสิ่งใดผิดปกติบนใบหน้าหรือเพคะ" ซูเหยาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงความระแวดระวังไว้ลึกซึ้ง
จวิ้นเฟยมิได้หลบสายตา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คู่นัยน์ตาคมกริบราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อคู่นั้นกวาดมองนางตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายคาง "บัณฑิตหลิน... ท่านฉลาดจนบางครั้งน่ารังเกียจ ท่านอ่านเกมของฉีจ้าวเหวินออกทุกย่างก้าว แต่ท่านกลับอ่านไม่ออกเลยหรือว่า... สิ่งที่อยู่ตรงหน้าท่านเวลานี้คืออันตรายที่แท้จริง"
ปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังถือพู่กันชะงักไปชั่วลมหายใจ ซูเหยาเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาตรงๆ ความเยือกเย็นที่นางเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีเพื่อปกป้องตนเองจากอำนาจมืดกำลังถูกสายตาคู่นั้นกราะเทาะทีละน้อย
"หม่อมฉันกับท่านอ๋อง เราต่างเป็นเพียงหมากในกระดานเดียวกัน ความตายของตระกูลหลินกับความแค้นของมารดาพระองค์ผูกเราไว้ด้วยผลประโยชน์ ไม่ใช่ความเสน่หา" นางย้ำเตือนด้วยถ้อยคำเชือดเฉือน เพื่อดึงกำแพงในใจให้กลับมาตั้งตรงดังเดิม
"ผลประโยชน์งั้นหรือ..." จวิ้นเฟยทวนคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำดลให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลง เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะอักษรทีละก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้ซูเหยาต้องเอนตัวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นหนังสือไม้แกะสลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดจนแทบจะกลืนกินพื้นที่อากาศรอบตัว กลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นอายสนธยาและสนิมดาบจางๆ ลอยเข้าแตะนาสิก ซูเหยาหายใจติดขัด หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บัดนี้กลับไหววูบอย่างควบคุมไม่ได้ นางเกลียดความรู้สึกไร้การควบคุมเช่นนี้ที่สุด
"ถ้ามันเป็นแค่เรื่องผลประโยชน์... ไฉนยามที่ฉีจ้าวเหวินส่งคนมาลอบปลิดชีวีท่านที่หอตำราหลวง หัวใจของเปิ่นหวังถึงได้กระวนกระวายจนแทบพลิกแผ่นดินเมืองหลวงเล่า" จวิ้นเฟยโน้มใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมหูของนาง น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นจนสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น นางเบือนหน้าหนีสัมผัสไออุ่นที่รินรดอยู่ข้างแก้ม "ท่านอ๋องทรงตรัสล้อเล่นเกินไปแล้วเพคะ... อึก!"
ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวจบ ประโยคคำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไป เมื่อจวิ้นเฟยใช้ปลายนิ้วแข็งแกร่งเชยคางนางขึ้นบังคับให้หันกลับมาสบตา เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่บัณฑิตสาวผู้รอบรู้จะตั้งรับทัน แววตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบายดังเช่นทุกครา ทว่ากลับล้ำลึกและเปราะบางอย่างที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นจากบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้
ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตทำให้ช่องว่างระหว่างอุดมการณ์และศัตรูพังทลายลงชั่วขณะ ซูเหยารู้สึกได้ถึงจังหวะชีพจรที่เต้นระรัวของตนเอง นางอยากจะผลักเขาออก อยากจะเอ่ยวาจาร้ายกาจเพื่อขับไล่ความหวั่นไหวนี้ให้พ้นทาง ทว่ายามที่ปลายนิ้วอุ่นนั้นไล้ผ่านแก้มเนียนแผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย ร่างกายของนางกลับแข็งค้าง ราวกับถูกมนต์สะกด
"ซูเหยา..." เขาเอמהเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นน้ำเสียงของบุรุษผู้โดดเดี่ยวที่พยายามไขว่คว้าหาที่พึ่งพิงทางจิตวิญญาณ "ข้าเหนื่อยล้าเต็มทีกับการเล่นเกมอำนาจนี้... หากข้าบอกว่า สิ่งเดียวที่ข้าปรารถนาในยามนี้ มิใช่บัลลังก์หรือการแก้แค้น แต่เป็นสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าข้าเล่า... ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่"
คำสารภาพที่เจือด้วยความจริงจังและเปราะบาง ทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของซูเหยาพังครืนลงมาอย่างไม่เป็นท่า นางตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในยามนี้ มิใช่ฉีจ้าวเหวินผู้เจ้าเล่ห์ แต่คือความอ่อนไหวที่เกิดขึ้นในใจของนางเอง ที่กำลังพ่ายแพ้ให้กับความอบอุ่นจากบุรุษที่นางควรระวังตัวมากที่สุด
"ท่านอ๋อง... ท่านกำลังเดิมพันด้วยสิ่งที่ไม่ควรเดิมพัน..." นางเอמהเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติที่กระเจิงหายไปให้กลับคืนมา
"เปิ่นหวังไม่เคยเล่นการพนันที่รู้ว่าตัวเองจะแพ้..." จวิ้นเฟยกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดำขลับสะท้อนภาพใบหน้าตื่นตระหนกของนางชัดเจน "และกับท่าน... ข้าไม่มีวันยอมปล่อยให้หลุดมือเป็นครั้งที่สองแน่"
ริมฝีปากของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะกัน ซูเหยาหลับตาลงอย่างจำนนต่อความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก นางกำลังจะปล่อยให้หัวใจข้ามเส้นแบ่งเขตอันตราย ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะสัมผัสกัน—
*กริ๊ง!*
เสียงโลหะกระทบพื้นดังขึ้นอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนเอะอะโกลาหลจากนอกตำราหลวง
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขันทีหน้าห้องแผดร้องด้วยความตื่นตระหนก "ศาลต้าหลี่เพิ่งส่งม้าเร็วรายงานมาว่า... หีบหลักฐานลับบัญชีส่วยของตระกูลฉีที่ซ่อนไว้ที่อารามรกร้าง ถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และในกองเพลิงนั้น... พบศพของพยานปากเอกที่ไม่น่าจะอยู่ที่นั่น!"
จวิ้นเฟยชะงัก นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นขึ้นมาทันทีในเสี้ยววินาที เขากลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ ก่อนจะผละตัวออกจากซูเหยาอย่างรวดเร็ว
ซูเหยาเบิกตากว้าง หัวใจที่เพิ่งสั่นไหวจากความใกล้ชิดเมื่อครู่ กลับถูกกระชากกลับสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายด้วยข่าวร้ายที่เพิ่งมาถึง... ใครกันที่ก้าวล้ำหน้าพวกเขาก้าวหนึ่งเสมอ? และพยานปากเอกที่ควรจะซ่อนตัวอย่างปลอดภัย ไฉนจึงไปกลายเป็นศพในกองเพลิงได้เล่า!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 18
ความอ่อนไหวที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!