หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า•ตอนที่ 10

กำแพงที่ค่อยๆ พังทลาย

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
"ท่านคิดว่าการหักหลังในหมู่สุนัขล่าเนื้อที่หิวโซ... สิ่งใดจะหอมหวานกว่ากัน ระหว่างเลือดที่นองพื้น หรืออำนาจที่ได้มาจากการเหยียบศพพวกเดียวกันเอง?" หลินซูเหยาวางพู่กันในมือลงจังหวะเดียวกับที่เอ่ยคำถามนั้น น้ำหมึกสีดำเข้มยังคงหยดจากปลายขนสัตว์ลงบนกระดาษสา แต่นางไม่แม้แต่จะปรายตาไปมอง อ๋องจวิ้นเฟยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงานทรงเหลี่ยมขัดเงา เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที หากแต่เลือกที่จะหมุนจอกสุราในมือช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากของเขายังคงมีความกวนประสาทและเย่อหยิ่งทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่อ่านยาก ภายในห้องทำงานที่เงียบสงัดของจวนอ๋อง มีเพียงเสียงเขม่าควันจากตะเกียงน้ำมันที่แตกเปรี๊ยะเป็นระยะ บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์ที่ซูเหยาชอบ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปรียบเสมือนหมากกระดานที่ไม่มีผู้เล่นคนใดกล้าเดินหมากพลาดแม้เพียงตาเดียว "ข้าไม่นิยมกินเนื้อสุนัข" จวิ้นเฟยเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำของเขาราบเรียบหากแต่ทรงพลัง "และยิ่งไม่สนใจว่าพวกมันจะกัดกันเองอย่างไร แต่ถ้าถามว่าข้าต้องการสิ่งใดจากหมากกระดานนี้... ข้าต้องการเพียงให้ฉีจ้าวเหวินตระหนักว่า กรงที่มันขังข้าไว้ กำลังจะกลายเป็นโลงศพของมันเอง" ซูเหยาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวคมของนางสบประสานกับนัยน์ตาพญาเหยี่ยวของเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง ในชั่วขณะนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่นอกเหนือไปจากการเป็นพันธมิตรชั่วคราวแล่นผ่านความรู้สึกของนาง มันไม่ใช่ความรักที่หวือหวา แต่เป็นความเข้าใจที่น่าสะพรึงกลัว—ความเข้าใจว่าคนตรงหน้าคือกระจกเงาที่สะท้อนเศษเสี้ยวความแค้นในใจนางออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ "ท่านไม่ได้แค่ต้องการล้างแค้น" ซูเหยาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ "ท่านกำลังพยายามทำลายรากฐานของอาณาจักรเพียงเพื่อจะพิสูจน์ว่ามารดาของท่านไม่ได้ตายฟรี แต่นั่นมันคือการเผาบ้านเพื่อไล่หนูตัวเดียวไม่ใช่หรือเพคะ?" จวิ้นเฟยวางจอกสุราลง กระแทกพื้นโต๊ะจนเกิดเสียงดังกังวาน เขาขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นจนซูเหยาสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขา มือหนาเอื้อมมาจับขอบโต๊ะ กักขังนางไว้ในวงล้อมของแผ่นอกกว้าง "ถ้าบ้านหลังนั้นมันผุพังจนไม่เหลือที่ว่างให้คนบริสุทธิ์ได้ยืน การเผามันให้ราบคาบเพื่อสร้างใหม่ก็อาจเป็นทางออกที่ฉลาดที่สุด" เขาโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นรดอยู่ที่ข้างแก้มของนาง "เจ้าเองก็รู้ดีซูเหยา... ลึกๆ แล้วเจ้าไม่ได้ต้องการความยุติธรรมตามกฎหมายที่เน่าเฟะ เจ้าต้องการเห็นฉีจ้าวเหวินคุกเข่าลงต่อหน้าข้าและเจ้า... ในวันที่อำนาจทั้งหมดของมันพังทลาย" ซูเหยานิ่งค้างไป หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเยือกเย็นกลับสะดุดไปจังหวะหนึ่ง ไม่ใช่เพราะความประหม่าทางเพศ แต่เป็นเพราะคำพูดของเขาได้กรีดลงไปถึงจุดที่นางพยายามปิดบังไว้มิดชิดที่สุด—ความมืดดำในจิตใจที่นางพยายามหลอกตัวเองมาตลอดว่ามันคือ 'ความถูกต้อง' นางเอื้อมมือไปคว้ามีดสั้นที่ซ่อนไว้ใต้กองเอกสาร เลื่อนปลายแหลมคมไปจ่อที่ปกเสื้อของเขาอย่างแผ่วเบา เป็นการเตือนด้วยจริตของคนฉลาด "ท่านอย่าได้สำคัญตัวผิดไปนัก ท่านอ๋อง" นางเอ่ยเสียงพร่า ทว่าหนักแน่น "เราเป็นเพียงหมากที่เดินอยู่บนกระดานเดียวกันเท่านั้น หากท่านกล้าก้าวข้ามเส้นที่ข้าขีดไว้ ข้าไม่ลังเลที่จะดึงท่านลงเหวไปด้วยกัน" จวิ้นเฟยไม่ได้ถอยหนี เขากลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนปลายมีดนั้นกดลึกผ่านเนื้อผ้าลงไปถึงแผงอกของเขา รอยยิ้มของเขาจางหายไป เปลี่ยนเป็นสายตาที่ลุ่มลึกและท้าทาย "ข้าพร้อมจะลงเหวไปกับเจ้าเสมอ... หากนั่นคือหนทางเดียวที่ข้าจะได้เห็นว่าในแววตาของเจ้า มีพื้นที่ว่างให้ความแค้นของข้าบ้างหรือไม่" คำพูดนั้นทำเอาซูเหยาถึงกับชะงัก นี่ไม่ใช่บทสนทนาของพันธมิตรที่จ้องจะหักหลัง แต่มันคือการปะทะกันของดวงวิญญาณที่โหยหาการยอมรับในความชั่วร้ายของกันและกัน ความรู้สึกที่เหนือกว่าการเป็นเพียงผู้ร่วมอุดมการณ์เริ่มกัดกินกำแพงที่นางสร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนา ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวเร็วและแตกตื่น "ท่านอ๋อง! ขุนนางฉี... มันเพิ่งส่งคนไปที่เรือนจำหลวง พร้อมกับตราประทับลับของฝ่าบาท มันสั่งให้ประหารนักโทษปากแข็งที่เป็นพยานปากเอกคดีโกงกินที่ดินทางใต้ทันที!" ซูเหยาชักมีดกลับทันที ความเข้มข้นในสายตาของนางเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดเฉียบคม นางหันมามองจวิ้นเฟยที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยดังเดิมทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "มันรีบร้อนเสียจนพลาดท่า" จวิ้นเฟยแค่นยิ้ม "มันกลัวว่าพยานคนนั้นจะแฉเรื่องที่มันซ่อนทองคำหลวงไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์บรรพชน" ซูเหยาลุกขึ้นตาม คว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวม "หากพยานตาย เราก็ไม่มีหลักฐานจะมัดตัวมันกลางท้องพระโรง แต่ถ้าเราชิงตัวพยานมาก่อนที่คมดาบจะถึงคอ..." "เราก็จะมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงว่าฉีจ้าวเหวินไม่เพียงแต่คอร์รัปชัน แต่ยังสั่งฆ่าคนบริสุทธิ์โดยพลการ" จวิ้นเฟยคว้าดาบข้างกาย "ซูเหยา... ครั้งนี้ข้าจะนำหน้า เจ้าจงคอยคุมเชิงอยู่ด้านหลัง" "ไม่ต้อง" ซูเหยาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีเมฆหมอกบดบังแสงจันทร์ "เราจะไปพร้อมกัน เพราะถ้าวันนี้เราพลาด โอกาสที่จะได้โค่นล้มมันจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก" ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวออกจากห้อง เสียงกุกกักดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทำงานที่ควรจะมีเพียงพวกเขา ปรากฏร่างของเงาสายหนึ่งที่พุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามา ขัดขวางทางออกอย่างรวดเร็ว จวิ้นเฟยชักดาบออกทันที แต่เมื่อแสงจากตะเกียงกระทบใบหน้าของชายผู้บุกรุก ทั้งสองถึงกับหยุดชะงักด้วยความตกตะลึง คนผู้นี้คือพยานปากเอกที่ทุกคนคิดว่าถูกขังอยู่ในเรือนจำหลวง ทว่าเขากลับมาอยู่ในสภาพสะบักสะบอมและถือจดหมายประทับตราลับที่ควรจะอยู่ในมือของฉีจ้าวเหวิน! "ท่านอ๋อง... ท่านบัณฑิต... ข้า... ข้าไม่ได้มาเพื่อรอดชีวิต" พยานผู้นั้นเอ่ยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะทรุดลงกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ทะลักออกมาจากปาก "คนที่จะฆ่าข้า... ไม่ใช่ฉีจ้าวเหวิน แต่มันคือคนในวังหลวงที่ท่านไว้ใจที่สุด!" ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุม ความหวาดระแวงใหม่ได้ก่อตัวขึ้นเหนือความแค้นที่มีเดิม ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน และในวินาทีนั้นเอง พวกเขาก็รู้ทันทีว่าหมากกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฉีจ้าวเหวินที่กำลังเล่นงานพวกเขาอยู่ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้... ท่านอย่าหวังจะครองใจข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%