“ผู้ใดที่บังอาจก้าวล่วงกฎสำนัก ผู้นั้นย่อมต้องสังเวยด้วยโลหิต!”
เสียงตวาดกัมปนาทของผู้อาวุโสลำดับสาม ‘จ้าวคง’ ดังสะท้อนก้องทั่วลานประลองหินหยก แรงกดดันจากปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นปลายแผ่ซ่านดุจขุนเขาถล่มทลาย กดทับจนเหล่าศิษย์ภายนอกต่างพากันทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ทว่าท่ามกลางพายุแห่งแรงกดดันนั้น หลี่เฟิงยังคงยืนตระหง่านดุจกระบี่เล่มเดี่ยวที่ปักลงบนยอดเขาหิมะ เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวตามแรงลมที่หมุนวนรอบกาย ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ไม่เคยหลบเลี่ยงสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของผู้อาวุโสแม้เพียงเสี้ยว
“กฎของพวกท่านหรือกฎแห่งสวรรค์กันแน่ที่ข้าละเมิด?” หลี่เฟิงเค้นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ มือหนากำด้ามกระบี่จนเส้นเลือดปูดโปน “ตระกูลหลี่ของข้าถูกเข่นฆ่าโดยไร้ซึ่งความยุติธรรม เหตุใดเพียงข้าหวนคืนกลับมาเพื่อทวงถามความแค้น พวกท่านกลับถือหางผู้กระทำผิดด้วยกฎจอมปลอมเหล่านี้!”
“สามหาว!” จ้าวคงคำรามลั่น พลันปรากฏฝ่ามือลมปราณขนาดมหึมาสีครามเข้มคว้าจับลงมาจากฟากฟ้า มันคือ ‘ฝ่ามือสยบมารห้าทิศ’ วิชาพิฆาตอันเลื่องชื่อที่บดขยี้กระดูกศัตรูให้แหลกละเอียดได้ในคราเดียว
หลี่เฟิงสัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา เขาไม่ถอยหนี แต่กลับรวบรวมปราณกระบี่ทั่วร่างไว้ที่ปลายนิ้วเตรียมทะลวงเข้าใส่ฝ่ามือยักษ์นั้น ทว่าในวินาทีที่วิกฤตถึงขีดสุด ร่างระหงชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกแย้มกลับเคลื่อนกายเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ราวกับภูตพราย
มู่หรงเสวี่ย... นางผู้เป็นดั่งดวงจันทร์เย็นเยียบเหนือยุทธภพ
วูบ!
เพียงนางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ไอเย็นเยือกแข็งที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งก็แผ่กระจายออกมา ปราณเหมันต์นิรันดร์พุ่งปะทะกับฝ่ามือสยบมารจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดของพลังทำลายล้างทำให้ลานหินหยกแตกร้าวเป็นวงกว้าง ฝุ่นควันฟุ้งกระจายบดบังทัศนียภาพชั่วขณะ
เมื่อควันจางลง ทุกสายตาต่างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งสงบ มือข้างหนึ่งประสานหลัง อีกข้างชี้ปลายกระบี่บางใสไปทางผู้อาวุโสจ้าวคง ใบหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลมหุ้มห่อด้วยกลิ่นอายที่ไม่มีใครกล้าอาจเอื้อม
“ผู้อาวุโสจ้าว... ท่านกำลังจะสังหารศิษย์ในสำนักโดยปราศจากการไต่สวนอย่างเป็นธรรม ต่อหน้าข้า?” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง “หรือท่านลืมไปแล้วว่า กฎของสำนักเทียนอี้ระบุไว้ชัดเจนว่าการตัดสินโทษต้องผ่านมติจากคณะผู้อาวุโส มิใช่ใช้อารมณ์ตัดสินด้วยฝ่ามือของท่านเพียงลำพัง”
จ้าวคงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น “มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? เจ้านางมารน้ำแข็งเช่นเจ้า ปกติไม่เคยสนใจเรื่องราวของผู้อื่น เหตุใดวันนี้ถึงได้มาปกป้องเจ้าเด็กเหลือขอที่หมิ่นเกียรติสำนัก!”
หลี่เฟิงที่อยู่เบื้องหลังเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่บอบบางทว่าดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าขุนเขานั้น สายตาของเขาแปรเปลี่ยนไป ความเย็นชาและทะนงตนในทีแรกเริ่มมีความสั่นไหวบางอย่างแทรกซึมเข้ามา นี่คือสตรีที่เขาเคยปรามาสว่าเย็นชาไร้หัวใจ แต่ในยามที่เขากำลังจะดับสูญ นางกลับเป็นเพียงคนเดียวที่ก้าวออกมาท้าทายอำนาจมืดแทนเขา
“ข้าไม่ได้ปกป้องเขา” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามองหลี่เฟิง แต่นางถอยหลังมาหนึ่งก้าว ให้เขามายืนเคียงข้างในระยะที่นางสามารถปกป้องได้ “ข้าเพียงแต่รักษาความถูกต้อง... และความแค้นของเขา หากท่านต้องการเลือดของเขา ท่านก็ต้องก้าวผ่านกระบี่เหมันต์ของข้าไปให้ได้ก่อน”
ประโยคนั้นดุจสายฟ้าฟาดกลางใจจ้าวคงและเหล่าศิษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครคาดคิดว่านางพญาเซียนผู้สูงส่งจะยอมเอาชื่อเสียงและตำแหน่งของตนมาเป็นเดิมพันให้กับเด็กหนุ่มไร้ที่มา
จ้าวคงกัดฟันกรอด พลังปราณรอบกายสั่นไหวอย่างรุนแรง “ดี... เช่นนั้นข้าก็จะสั่งสอนให้เจ้าได้รู้ว่า การอวดดีต่อหน้าผู้อาวุโสนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างไร!”
มู่หรงเสวี่ยไม่ได้รอช้า นางหันมามองหลี่เฟิงเพียงแวบเดียว แววตาสีเงินคู่นั้นดูราวกับมีคลื่นอารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ “เจ้า... ยังยืนไหวใช่หรือไม่?”
หลี่เฟิงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณนักรบ เขาชักกระบี่หักประจำตัวออกมา แสงสีครามสว่างวาบสะท้อนกับคมกระบี่เหมันต์ของนาง “หากท่านกล้าออกหน้าให้ถึงเพียงนี้ หากข้ายังตายก่อนท่าน ข้าคงเสียชื่อจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนแล้ว”
ในจังหวะนั้นเอง ผู้อาวุโสจ้าวคงเริ่มรวบรวมปราณจนเกิดเป็นพายุหมุนสีดำมืดมิดครอบคลุมไปทั่วท้องฟ้า เหนือยอดเขาเทียนอี้ ก้อนเมฆสายฟ้าสีเลือดเริ่มก่อตัวขึ้นราวกับทัณฑ์สวรรค์กำลังจะพิพากษาบางสิ่ง ทว่าทันใดนั้น เสียงกระดิ่งเงินดังแว่วมาจากยอดเขาหลัก เสียงนั้นกังวานและทรงพลังจนพายุของจ้าวคงหยุดชะงักลงทันที
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้น มิใช่เสียงกระดิ่ง... แต่เป็นร่างในชุดอาภรณ์สีทองที่ปรากฏกายอยู่บนยอดเสาหินทลายฟ้า บุคคลผู้นั้นถือนามบัตรสีเพลิงที่สลักชื่อตระกูลที่ถูกลบหายไปจากบันทึกยุทธภพ... ตระกูลหลี่!
จ้าวคงหน้าถอดสี มือที่เตรียมจะจู่โจมสั่นระริกทันทีที่เห็นตราประทับนั้น
“การตัดสินใจของมู่หรงในครั้งนี้...” บุคคลปริศนาเอ่ยเสียงเย็น “อาจเป็นจุดเริ่มของสงครามล้างบางที่สวรรค์ต้องหลั่งน้ำตา”
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 8
การตัดสินใจของมู่หรง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!