กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 9

ร่องรอยแห่งอดีต

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
เศษเถ้าธุลีของตระกูลหลี่มิได้ปลิวหายไปตามสายลม หากแต่ฝังรากลึกอยู่ในคราบเลือดแห้งกรังบนผืนแผ่นดินหมื่นลี้... ความเงียบงันภายในตำหนักเหมันต์นิรันดร์มักหนาหนักราวน้ำแข็งพันปี ทว่าในยามนี้ มันกลับถูกบดขยี้ด้วยแรงกดดันจากจิตวิญญาณกระบี่ที่กำลังคำรามก้องอยู่ในร่างของหลี่เฟิง ปลายเท้าของจอมยุทธ์หนุ่มมิได้สัมผัสกับพื้นศิลาโดยตรง หากแต่ลอยเหนือพื้นอยู่ครึ่งนิ้ว อาการโคจรลมปราณฝืนวิถีสวรรค์ทำให้เส้นเลือดขอดนูนสีครามปูดโปนตามลำคอและขมับ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองแผ่นป้ายวิญญาณที่สลักชื่อบรรพบุรุษ ซึ่งแม้จะถูกสร้างขึ้นด้วยจิตนาการและความทรงจำอันเจ็บปวด แต่มันก็ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งกว่าความจริงในโลกหล้า “เจ้ายังดื้อรั้นที่จะแบกรับอดีตอันเน่าเฟะนี้ไว้อีกหรือ หลี่เฟิง” เสียงหวานใสราวกับหยกกระทบกัน แต่กลับเย็นเยียบดุจน้ำค้างกลางเหมันต์ดังขึ้นจากเบื้องหลัง มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าออกมาจากม่านไอน้ำแข็ง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองของค่ายกลเซียน นางมิได้เดิน ทว่าทุกย่างก้าวกลับคล้ายเหยียบย่างอยู่บนกลีบดอกไม้แห่งความตาย กลิ่นอายความเป็นอมตะและคัมภีร์กระบี่เหมันต์แผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำค้างสีเงินยวง นางหยุดยืนเคียงข้างเขา สายตาคู่คมที่มักจะไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ บัดนี้กลับทอดมองเงาสะท้อนในดวงตาของหลี่เฟิงด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างล้ำลึก หลี่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของการเผาผลาญจากอัคคีจิตวิญญาณ “เน่าเฟะหรือ... เสวี่ยเอ๋อร์ สำหรับข้า มันคือหนี้เลือดที่ต้องชำระด้วยชีวิตของผู้อยู่เบื้องหลัง ค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ของตระกูลข้ามิได้สูญสลายไปเพราะวิถีแห่งฟ้าดิน แต่ถูกกลืนกินโดยพวกสุนัขรับใช้แห่งสำนักกระบี่เมฆาคารวะ หากข้ายังไม่เหยียบย่ำซากศพของพวกมันใต้คมกระบี่นี้ วิญญาณของบิดามารดาข้าคงไม่หลับตาลงอย่างแน่นอน” มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย นิ้วเรียวดุจหยกสลักยื่นออกไปแตะที่ไหล่กว้างที่มีไอความร้อนพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย ทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัส ความหนาวเหน็บระดับร้อยปีก็ปะทะเข้ากับเพลิงอัคคีในร่างของเขา เกิดเป็นเสียงดัง *'ฉ่า'* ราวกับน้ำเดือดราดลงบนเหล็กแดง หลี่เฟิงสะท้านเฮือก ทว่าเขากลับไม่ถอยหนี กลับยิ่งผสานลมปราณโอบรับความเย็นเยียบนั้นเพื่อกดข่มพลังที่กำลังจะตีกลับ “วิถีกระบี่ไร้ใจคือหนทางสู่ความเป็นเซียน... เจ้าก็รู้ดี” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าจริงจังอย่างยิ่ง “การลงจากเขาไปยังแดนมนุษย์ในครั้งนี้ เท่ากับการเดินเข้าสู่ขุมนรกโลกันตร์ที่พวกมันรอต้อนรับด้วยค่ายกลสังหารนับร้อย เจ้ามิได้ไปเพื่อทวงความยุติธรรม แต่เจ้ากำลังเดินไปสู่ความตายที่เจ้าเป็นคนขุดหลุมฝังตัวเอง” “ถ้าเช่นนั้น... เจ้าจะตามมาเก็บศพข้าด้วยหรือไม่เล่า?” หลี่เฟิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ช่องว่างระหว่างจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่กับเทพเซียนผู้สูงส่งแทบไม่หลงเหลือ ระยะห่างเพียงคืบทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนและไอเย็นยะเยือกผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว มู่หรงเสวี่ยชะงักไปชั่วลมหายใจ นางหลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายความไหววูบในแววตา ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กระบี่เหมันต์ประจำกายของนางส่งเสียงร้องกังวาน *'วิ้ง'* สั่นระริกราวกับตอบรับเจตจำนงบางอย่าง “หากเจ้าตาย... ข้าจะสังหารทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับพวกมันให้ตกตายตามเจ้าไปทั้งหมดเอง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับทรงพลังและเด็ดเดี่ยวราดรดลงบนหัวใจของหลี่เฟิงจนสั่นสะท้าน นี่คือคำสัญญาจากเทพเซียนผู้เย็นชา นางไม่เคยเอ่ยคำหวาน แต่วิญญาณของนางผูกติดอยู่กับเขาไปเสียแล้ว สามวันต่อมา ณ ชายแดนรอยต่อระหว่างดินแดนเซียนและยุทธภพเบื้องล่าง หมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วผืนป่าสนพันปี หลี่เฟิงและมู่หรงเสวี่ยก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ลงจากยอดเขาเหมันต์ การเดินทางครั้งนี้มิใช่การหลบหนี แต่เป็นการกลับมาทวงคืนบัลลังก์เลือดที่พวกมันพรากไป เบื้องหน้าของพวกเขาคือ ‘เมืองอัคคีผลาญ’ ดินแดนรกร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเขตอิทธิพลของตระกูลหลี่ บัดนี้มันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ค่ายพิทักษ์นภา’ ภายใต้การควบคุมของตระกูลซือม่า หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ผู้ทรยศ ป้ายหินแกรนิตสลักชื่อตระกูลเดิมถูกทุบทำลายจนแหลกละเอียด กลายเป็นที่เหยียบย่ำของผู้คน หลี่เฟิงหยุดฝีเท้าลง ดวงตาคมกริบจดจ้องไปยังประตูเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ มือหนากำด้ามกระบี่ในฝักแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ไอสังหารสีดำทะมึนแผ่ออกมาจากร่างจนต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างเหี่ยวเฉาลงในพริบตา “พวกมันรออยู่แล้ว...” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ สายตาดุจดั่งเนตรเซียนมองทะลุผ่านม่านหมอกหนาไปยังค่ายกลป้องกันเมืองที่กำลังส่องประกายแสงสีทองระยิบระยับ “ค่ายกลกักวิญญาณเก้าทิศ... ดูท่าพวกมันจะรู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย และเตรียมการต้อนรับไว้เป็นอย่างดี” “ดีนัก!” หลี่เฟิงแสยะยิ้มเย็นชา รัศมีกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกแตกกระจาย “ข้ากำลังกังวลว่าพวกมันจะอ่อนแอเกินกว่าจะใช้สังเวยคมกระบี่ของข้าเสียอีก!” เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเตรียมทะยานเข้าสู่เขตอาคม ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสกับเขตแดนศัตรู เสียงปรบมือเบาๆ กลับดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหลังต้นสนโบราณ *แปะ... แปะ... แปะ...* “สมคำร่ำลือ... คุณชายรองตระกูลหลี่ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อน เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักที่กล้าเอาชีวิตอันน้อยนิดกลับมาส่งให้ถึงมือพวกเรา” น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดคลุมสีทองปักลายพยัคฆ์เพลิง ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นแต่แววตากลับคมกلاปดดุจงูพิษ ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเงาร่างของยอดฝีมืออีกนับร้อยคนที่ถืออาวุธครบมือล้อมกรอบพวกเขาไว้ในพริบตา! หลี่เฟิงหรี่ตาลงทันทีเมื่อเห็นใบหน้านั้น “ซือม่ากวง... เฒ่าสารเลว ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมา” ซือม่ากวงหัวเราะลั่นอย่างลำพองใจ “ฮ่าๆๆๆ หลี่เฟิง เจ้าคิดว่าพาผู้หญิงสติฟั่นเฟือนคนหนึ่งมาด้วย แล้วจะสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้งั้นรึ? ที่นี่คือเขตอาคมของตระกูลซือม่า ต่อให้เจ้าเป็นเซียนลงมาจุติ ก็ต้องกลายเป็นศพไร้ญาติที่นี่!” ทว่า... ก่อนที่ซือม่ากวงจะทันได้สั่งการจู่โจม มู่หรงเสวี่ยที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดกลับค่อยๆ ก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว นางมิได้ชายตามองซือม่ากวงแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวขาวราวหยกแตะลงบนด้ามกระบี่เหมันต์ที่ยังคงอยู่ในฝัก อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนติดลบในเสี้ยววินาที พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของศัตรูทั้งร้อยคนถูกแช่แข็งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามลามเลียขึ้นมาถึงข้อเท้าโดยที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว “เจ้าเมื่อครู... เรียกผู้ใดว่าสติฟั่นเฟือนนะ?” เสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบยิ่งนัก แต่มันกลับทำให้วิญญาณของยอดฝีมือตระกูลซือม่าสั่นสะท้านราวกับตกลงสู่ขุมนรกน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้า หลี่เฟิงมุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย เขามองแผ่นหลังบอบบางแต่มั่นคงยิ่งกว่าขุนเขาของนาง ก่อนจะเอ่ยกระซิบเบื้องหลังเรือนผมสีเงินยวงที่พลิ้วไหวตามแรงลม “เสวี่ยเอ๋อร์... คนผู้นี้ เป็นของข้า” “ตามใจเจ้า...” มู่หรงเสวี่ยตอบรับสั้นๆ ก่อนจะชักกระบี่ออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว— *เปรี้ยง!* ประกายแสงสีฟ้าครามผสานอัคคีจิตวิญญาณระเบิดขึ้นสะท้านฟ้าดิน พร้อมกับความลับอันน่าตกใจที่พุ่งทะยานออกมาจากค่ายกลเบื้องหน้า... เมื่อร่างเงาปริศนาผู้หนึ่งก้าวออกมาจากม่านแสง พร้อมกับป้ายวิญญาณที่สลักชื่อของ ‘มารดา’ หลี่เฟิง ที่แตกละเอียดคาตา! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและเพลิงอัคคีนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงเหมันต์ ปรารถนาแห่งเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%